เว็บไซต์ dailymail.co.uk และ nypost.com รายงานผลการศึกษาทางการแพทย์ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Resuscitation ซึ่งพบว่า สมองของผู้ป่วยที่เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นระหว่างรักษาในโรงพยาบาล และได้รับการช่วยชีวิตด้วยการปั๊มหัวใจ (CPR) อาจยังคงมีสัญญาณการทำงานบางรูปแบบในช่วงเวลานั้น แม้ว่าหัวใจจะหยุดเต้นและอยู่ในภาวะเสียชีวิตทางคลินิก (Clinically dead) ก็ตาม
การศึกษานำโดย ดร.แซม พาร์เนีย ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยด้านการช่วยชีวิต จาก NYU Langone Health ในนิวยอร์ก ร่วมกับโรงพยาบาลกว่า 25 แห่งในสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร โดยติดตามผู้ป่วย 567 คน ที่เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นในโรงพยาบาลระหว่างเดือนพฤษภาคม 2017 ถึงมีนาคม 2020 และได้รับการทำ CPR
ทีมวิจัยยังใช้เครื่องตรวจคลื่นสมอง (EEG) ในผู้ป่วยบางราย และพบสัญญาณคลื่นสมองบางประเภทที่เกี่ยวข้องกับการคิดและการรับรู้ ปรากฏขึ้นเป็นช่วง ๆ ระหว่างการทำ CPR แม้เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงสมองลดลงอย่างมาก โดยในบางรายสามารถตรวจพบสัญญาณลักษณะนี้ได้นานถึงประมาณ 35-60 นาทีระหว่างที่กำลังช่วยชีวิต อย่างไรก็ตาม สัญญาณนี้ปรากฏเป็นระยะ ไม่ได้หมายความว่าสมองทำงานต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาดังกล่าว
นักวิจัยอธิบายต่ออีกว่า เมื่อสมองขาดเลือดหลังหัวใจหยุดเต้น ระบบยับยั้งการทำงานตามปกติ (Disinhibition) อาจถูกปลดออก ส่งผลให้เกิดการทำงานของสมองในลักษณะพิเศษช่วงสั้น ๆ ทำให้ผู้ป่วยบางรายสามารถเข้าถึงความทรงจำ ความคิด และอารมณ์ได้อย่างเข้มข้นในเวลาเดียวกัน
ผู้รอดชีวิตรายหนึ่งเล่าว่า เขาได้ยินเสียงแพทย์และพยาบาลพูดคุยกัน รวมถึงได้ยินการประกาศเวลาเสียชีวิตของตนเอง ขณะที่กำลังได้รับการช่วยชีวิต อย่างไรก็ตาม นักวิจัยย้ำว่า ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่าประสบการณ์ดังกล่าวเป็นการรับรู้จริงในขณะนั้น หรือเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นระหว่างการฟื้นตัวของสมองภายหลัง
ในตอนท้าย ดร.พาร์เนีย เชื่อว่าการค้นพบนี้เปิดมุมมองใหม่ต่อการดูแลผู้ป่วยภาวะหัวใจหยุดเต้น อาจช่วยให้แพทย์พัฒนาแนวทางหรือเทคนิคใหม่ในการปกป้องสมองระหว่างทำ CPR หรือเพิ่มโอกาสให้หัวใจกลับมาเต้นได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น นอกจากนี้ ความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับระยะเวลาที่สมองยังคงมีการทำงาน อาจมีผลต่อแนวทางการพิจารณาเรื่องการบริจาคอวัยวะในอนาคต เพื่อหลีกเลี่ยงการดำเนินการเร็วเกินไป





