ยาละลายเสมหะ มีกี่แบบ
1. ยาละลายเสมหะชนิดเม็ดฟู่ (Effervescent Tablet)
2. ยาละลายเสมหะชนิดผงชงดื่ม (Powder Sachet)
3. ยาละลายเสมหะชนิดเม็ดหรือแคปซูล (Tablet/Capsule)
4. ยาละลายเสมหะชนิดน้ำเชื่อม (Syrup)
ยาละลายเสมหะ ช่วยอะไรได้บ้าง
ยาละลายเสมหะเป็นตัวช่วยสำคัญเวลามีเสมหะเหนียว ข้น หรือขับออกยาก โดยทำหน้าที่หลัก ๆ ดังนี้
-
ช่วยให้เสมหะเหลวลง : ยาจะไปลดความเหนียวข้นของเสมหะ ทำให้เสมหะไม่จับตัวแน่น จึงช่วยลดความรู้สึกแน่นคอ แน่นอก
-
ช่วยขับเสมหะออกได้ง่ายขึ้น : เมื่อเสมหะเหลวลงแล้ว เราจะสามารถไอเอาเสมหะออกมาได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องไอแรง ๆ
-
ลดอาการไอจากเสมหะ : สาเหตุที่เราไอเพราะมีเสมหะค้างอยู่ แต่เมื่อยาละลายเสมหะเข้าไปช่วยขับเสมหะออกมา อาการไอจะค่อย ๆ เบาลง
-
บรรเทาอาการระคายคอ แน่นหน้าอก : ในคนที่มีเสมหะสะสมมาก ๆ จะรู้สึกเหมือนมีอะไรติดคออยู่ตลอดเวลา การใช้ยาละลายเสมหะจึงช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ได้ในทางอ้อม
-
ช่วยลดการระคายเคืองของทางเดินหายใจ : ในช่วงอากาศแห้ง หรือเผชิญกับฝุ่นควัน มลพิษ เสมหะมักจะเหนียวข้นมากขึ้น การใช้ยาละลายเสมหะจะช่วยลดการระคายเคืองได้
เม็ดฟู่ละลายเสมหะ กับ แบบชง
เหมือนหรือต่างกันอย่างไร
เม็ดฟู่ละลายเสมหะ กับ ยาละลายเสมหะแบบชง ต่างก็มีตัวยาที่ออกฤทธิ์ช่วยลดความเหนียวข้นของเสมหะ ทำให้ขับออกง่ายขึ้น จึงสามารถใช้บรรเทาอาการไอแบบมีเสมหะ ระคายคอได้ แต่ก็มีข้อแตกต่างกันอยู่บางประการ คือ
รูปแบบและการละลาย
-
เม็ดฟู่ละลายเสมหะ : เป็นเม็ดกลมขนาดใหญ่ บรรจุในหลอดหรือแผงฟอยล์ เมื่อใส่ในน้ำจะเกิดปฏิกิริยากลายเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (ฟองฟู่) ช่วยให้ยาแตกตัวและกระจายตัวในน้ำได้เองอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องใช้ช้อนคน
-
ยาละลายเสมหะแบบชง : มีลักษณะเป็นผงหรือเกล็ดละเอียด บรรจุซอง พกพาง่าย เมื่อเทลงน้ำต้องใช้ช้อนคนเล็กน้อยเพื่อให้ตัวยากระจายตัวสม่ำเสมอ แต่จะไม่มีฟองเกิดขึ้น
ตัวยาสำคัญและการออกฤทธิ์
-
เม็ดฟู่ละลายเสมหะ : ใช้ตัวยาอะเซทิลซิสเทอีน หรือ NAC (N-acetylcysteine) ขนาด 600 มิลลิกรัม ซึ่งมีฤทธิ์ละลายเสมหะจากการอักเสบของทางเดินหายใจ ไม่ว่าจะเกิดจากการติดเชื้อ เช่น ไวรัส แบคทีเรีย หรือเสมหะที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ เช่น ภูมิแพ้
-
ยาละลายเสมหะแบบชง : ส่วนใหญ่ใช้ตัวยา NAC เช่นเดียวกัน แต่ก็มีบางยี่ห้อที่ใช้ตัวยาอื่นด้วย เช่น คาร์โบซิสเทอีน (Carbocisteine) ซึ่งมีกลไกช่วยลดความเหนียวของเสมหะในลักษณะที่ต่างกันเล็กน้อย
ขนาดของตัวยา
-
เม็ดฟู่ละลายเสมหะ : มีตัวยาอะเซทิลซิสเทอีน ขนาด 600 มิลลิกรัม จึงเหมาะกับคนที่มีเสมหะเหนียวข้นมาก หรือผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ เช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ถุงลมโป่งพอง หรือไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น
-
ยาละลายเสมหะแบบชง : มีตัวยาขนาดเล็กลงมา คือ 100, 200 หรือ 600 มิลลิกรัม เพื่อให้ปรับใช้ได้ง่ายตามช่วงอายุและน้ำหนักตัว รวมทั้งอาการของตัวเอง เช่น หากเสมหะไม่ได้เหนียวข้นมากหรือมีเสมหะน้อย อาจเลือกใช้ขนาด 100-200 มิลลิกรัมก็เพียงพอ
วิธีรับประทาน
-
เม็ดฟู่ละลายเสมหะ : ละลายในน้ำสะอาดประมาณครึ่งแก้ว รอให้ฟองหมดสนิทก่อนดื่ม เพื่อลดการเกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร นิยมรับประทานวันละ 1 ครั้ง ในช่วงเย็นหรือก่อนนอน หรือตามคำสั่งแพทย์
-
ยาละลายเสมหะแบบชง : ละลายน้ำสะอาด คนให้เข้ากันแล้วดื่มทันที สามารถแบ่งรับประทานวันละ 2-3 ครั้งตามขนาดมิลลิกรัมที่ระบุ
การดูดซึม
-
เม็ดฟู่ละลายเสมหะ : อาจดูดซึมได้เร็วกว่าเล็กน้อย เพราะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ช่วยขยายพื้นที่ผิวการดูดซึมในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก
-
ยาละลายเสมหะแบบชง : การดูดซึมเป็นไปตามธรรมชาติของยาที่ละลายน้ำแล้ว อาจช้ากว่าเม็ดฟู่เพียงเล็กน้อย ซึ่งไม่มีผลต่อการรักษาโดยรวม
รสชาติ
-
เม็ดฟู่ละลายเสมหะ : รสชาติซ่าคล้ายน้ำโซดา บางยี่ห้อมีแต่งกลิ่นผลไม้ แต่อาจทำให้เกิดอาการท้องอืดได้ในคนที่มีปัญหาเรื่องแก๊สในกระเพาะอาหาร
-
ยาละลายเสมหะแบบชง : รสชาตินุ่มนวลกว่า มักแต่งกลิ่นผลไม้ เช่น ส้ม เลมอน เพื่อให้ดื่มง่ายขึ้น
ปริมาณโซเดียม
-
เม็ดฟู่ละลายเสมหะ : มักมีส่วนประกอบของโซเดียมสูงกว่า เนื่องจากต้องใช้สารกลุ่มคาร์บอเนตในการทำให้เกิดฟอง ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือโรคไตที่ต้องจำกัดโซเดียมควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้
-
ยาละลายเสมหะแบบชง : โดยทั่วไปมีส่วนประกอบของโซเดียมน้อยกว่า หรือไม่มีเลย เหมาะกับกลุ่มผู้ป่วยที่ต้องควบคุมปริมาณเกลือในร่างกาย
ข้อบ่งใช้
-
เม็ดฟู่ละลายเสมหะ : ใช้สำหรับผู้ใหญ่และเด็กที่มีอายุ 14 ปีขึ้นไป แต่ไม่ควรใช้ในเด็กเล็กและหญิงมีครรภ์
-
ยาละลายเสมหะแบบชง : สามารถใช้กับเด็กได้ ขึ้นอยู่กับขนาดของตัวยาและอายุของเด็ก ซึ่งควรปรึกษาเภสัชกรก่อนเสมอ
วิธีเลือกซื้อยาละลายเสมหะ
ก่อนซื้อยาละลายเสมหะ มีข้อควรพิจารณาดังนี้
ประเมินอาการไอให้ชัดเจน
-
ไอมีเสมหะ : เลือกใช้ยาละลายเสมหะ เพื่อช่วยให้เสมหะเหลวตัวและขับออกง่ายขึ้น
-
ไอแห้ง (ไม่มีเสมหะ) : ควรเลือกใช้ยาแก้ไอที่ออกฤทธิ์กดการไอแทน เนื่องจากยาละลายเสมหะอาจยิ่งกระตุ้นให้ไอมากขึ้นในกรณีที่ไม่มีเสมหะให้ละลาย
เลือกตามรูปแบบของยา
-
เสมหะเหนียวข้นมาก ขับออกยาก : เลือกใช้แบบเม็ดฟู่ เพราะมีปริมาณความเข้มข้นของยาสูง
-
เสมหะไม่มาก เริ่มมีอาการ : เลือกแบบผงชง หรือแบบเม็ด เพื่อปรับโดสยาให้พอดีกับอาการ
-
สำหรับเด็ก : ควรเลือกแบบน้ำเชื่อมหรือแบบผงชง (ขนาด 100-200 มิลลิกรัม) ซึ่งมีรสชาติที่รับประทานง่ายและปลอดภัยตามช่วงอายุและน้ำหนักตัว
เลือกจากตัวยา
-
อะเซทิลซิสเทอีน (NAC) : เหมาะกับเสมหะที่เหนียวข้นและจับตัวเป็นก้อนมาก มักมาในรูปแบบเม็ดฟู่หรือผงชง
-
แอมบรอกซอล (Ambroxol) : ช่วยให้เสมหะเหลวขึ้น ออกฤทธิ์นุ่มนวล เหมาะกับอาการไอมีเสมหะทั่วไป
-
บรอมเฮกซีน (Bromhexine) : ช่วยลดความหนืดของเสมหะ เหมาะกับผู้ที่มีเสมหะปานกลาง ไม่เหนียวจนเกินไป
-
คาร์โบซิสเทอีน (Carbocysteine) : ช่วยปรับสมดุลและลดการสร้างเสมหะที่มากผิดปกติ มักใช้ในรูปแบบเม็ดหรือยาน้ำ
เปรียบเทียบความเข้มข้นของตัวยา
โดยอ่านฉลากว่าในแต่ละเม็ดหรือแต่ละซองมีปริมาณยากี่มิลลิกรัม เพื่อเลือกให้เหมาะกับอาการที่เป็น
-
ปริมาณ 100-200 มิลลิกรัม : เหมาะสำหรับคนที่เริ่มมีอาการไอเล็กน้อย เสมหะไม่เหนียวมาก รวมถึงใช้บรรเทาอาการไอเรื้อรังที่ไม่ได้รุนแรงมาก เช่น ไอจากฝุ่นควัน มลพิษ หรือใช้ในเด็กตามคำแนะนำของแพทย์-เภสัชกร โดยแบ่งรับประทานวันละ 2-3 ครั้ง เพื่อรักษาระดับยาในร่างกายให้ต่อเนื่อง
-
ปริมาณ 600 มิลลิกรัม : เป็นความเข้มข้นสูงสุด มักพบในรูปแบบเม็ดฟู่หรือแบบชง เหมาะกับคนที่มีเสมหะเหนียวข้นมาก หรือมีอาการรุนแรง จนรู้สึกแน่นหน้าอกหรือหายใจลำบาก รวมถึงผู้ที่มีอาการระคายเคืองคอจากมลภาวะ เช่น ฝุ่น PM2.5 ควันบุหรี่ หรือสภาพอากาศที่แห้งจัด รับประทานวันละครั้งก็เพียงพอต่อการออกฤทธิ์ตลอดทั้งวัน
พิจารณาโรคประจำตัวและข้อจำกัดของร่างกาย
-
ผู้ที่ควบคุมน้ำตาล หรือเป็นเบาหวาน : ควรเลือกแบบเม็ด หรือเลือกแบบเม็ดฟู่-ผงชงที่ระบุว่าเป็นสูตรไม่มีน้ำตาล (Sugar-Free)
-
โรคความดันสูง โรคไต โรคหัวใจ : ควรหลีกเลี่ยงแบบเม็ดฟู่ และเลือกแบบเม็ดหรือแบบผงชงแทน เพื่อจำกัดปริมาณโซเดียมไม่ให้สูงเกินไป
-
โรคกระเพาะอาหาร ท้องอืดง่าย : ควรเลือกแบบเม็ดหรือแบบผงชง เพื่อเลี่ยงก๊าซจากฟองฟู่ที่อาจทำให้แน่นท้องหรือระคายเคืองกระเพาะ
ความสะดวกในการใช้งาน
-
เน้นพกพาสะดวก : แบบซองหรือแบบเม็ด เหมาะกับการพกติดตัวออกไปรับประทานในระหว่างวัน
-
เน้นรับประทานง่าย : หากมีเสมหะเหนียวข้น สามารถเลือกแบบเม็ดฟู่ขนาด 600 มิลลิกรัม ซึ่งรับประทานเพียงวันละครั้ง แต่ครอบคลุมการออกฤทธิ์ตลอดทั้งวัน
ปรึกษาเภสัชกรก่อนซื้อยา
เพื่อเลือกยาได้ตรงกับอาการ โดยเฉพาะคนที่มีประวัติแพ้ยา หรือมีโรคประจำตัว หรือใช้ยาชนิดอื่น ๆ อยู่ เพื่อป้องกันปฏิกิริยาระหว่างยา
เม็ดฟู่ละลายเสมหะ และแบบชง
ยี่ห้อไหนน่าสนใจ ปี 2026
1. เม็ดฟู่ละลายเสมหะ ฟลูมูซิล เอ 600 (Fluimucil A 600)
ภาพจาก : ubuy
Fluimucil A 600 เป็นยาละลายเสมหะนำเข้าจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีตัวยาสำคัญคือ อะเซทิลซิสเทอีน (Acetylcysteine) ขนาด 600 มิลลิกรัม อยู่ในรูปแบบเม็ดฟู่ ละลายน้ำได้ง่าย เหมาะสำหรับใช้ละลายเสมหะที่มีความข้นเหนียวในโรคทางเดินหายใจ เช่น หลอดลมอักเสบ และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) สูตรนี้นอกจากปราศจากน้ำตาลแล้ว ยังบรรจุมาในรูปแบบแผงแยกเม็ด ช่วยป้องกันความชื้นและอากาศภายนอก โดยภายใน 1 กล่องมี 10 เม็ดฟู่ ราคาประมาณ 200-250 บาท
2. ยาละลายเสมหะ มิวโคซิล (MUCOCIL)
ภาพจาก : hkpharma.co.th
3. ยาละลายเสมหะ มิวโคติก ไลท์ 200 (Mucotic Lite 200)
ภาพจาก : thaismegp.sme.go.th
4. เม็ดฟู่ละลายเสมหะ ซิททาลีน (Cystaline)
ภาพจาก : millimedbfs.com
5. เม็ดฟู่ละลายเสมหะ เฟลมเม็กซ์-เอซี โอดี (Flemex-AC OD)
ภาพจาก : dksh.com
6. ยาละลายเสมหะ มัยโซเวน แกรนูล (MYSOVEN GRANULES)
ภาพจาก : greaterpharma.com
เม็ดฟู่ละลายเสมหะ กินตอนไหน
สำหรับคนที่เลือกใช้ยาละลายเสมหะรูปแบบเม็ดฟู่ เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ได้เต็มที่และลดผลข้างเคียง ควรรู้เคล็ดลับการรับประทานดังนี้
-
ใช้ทันทีเมื่อแกะยา : เมื่อแกะเม็ดฟู่ออกมาจากแผงหรือหลอดบรรจุแล้ว ควรนำไปละลายน้ำและรับประทานทันที ไม่ควรวางทิ้งไว้ เพราะความชื้นในอากาศอาจทำให้ตัวยาเสื่อมประสิทธิภาพได้
-
ใช้ปริมาณน้ำที่เหมาะสม : ละลายยาในน้ำสะอาดประมาณครึ่งแก้วถึงหนึ่งแก้ว (150-200 มิลลิลิตร) เพื่อให้ตัวยากระจายตัวได้ดี หากใช้น้ำน้อยเกินไป รสชาติจะเข้มข้นและซ่าจนดื่มยาก
-
ใช้น้ำอุณหภูมิปกติ : ควรใช้น้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำเย็นในการละลายยา แต่หลีกเลี่ยงการใช้น้ำร้อนจัด เพราะความร้อนอาจส่งผลต่อโครงสร้างทางเคมีและประสิทธิภาพของตัวยา
-
รอให้ฟองหมดสนิทก่อนดื่ม : หลังจากใส่ยาลงในแก้วแล้ว ควรรอจนปฏิกิริยาฟองฟู่หมดสนิทแล้วค่อยดื่ม เพื่อป้องกันก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปสะสมในทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการท้องอืด แน่นท้อง หรือเรอหลังกินยา
-
ดื่มทันทีหลังยาละลาย : เมื่อตัวยาละลายจนหมดแล้วควรดื่มทันที ไม่ควรตั้งทิ้งไว้นานเกินไป เพื่อให้ร่างกายได้รับตัวยาที่ยังคงความสดใหม่และออกฤทธิ์ได้ดีที่สุด
-
ดื่มน้ำตามมาก ๆ ตลอดวัน : เพราะยาจะเข้าไปลดความเหนียวของเสมหะ แต่ร่างกายต้องใช้น้ำเป็นตัวช่วยทำละลายและช่วยให้ขับเสมหะออกมาได้สะดวกขึ้น
-
ควรกินยาหลังอาหารทันที : โดยเฉพาะคนที่มีปัญหากระเพาะอาหาร เพื่อป้องกันการระคายเคืองต่อเยื่อบุทางเดินอาหาร
-
รับประทานยาในช่วงเย็นหรือก่อนนอน : สำหรับสูตรที่กินวันละ 1 ครั้ง แนะนำให้กินยาช่วงหลังอาหารเย็นหรือก่อนนอน เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ในช่วงกลางคืน จะได้ช่วยลดอาการไอตอนดึก และทำให้ขับเสมหะออกมาได้ง่ายขึ้นในช่วงเช้าวันถัดไป
ข้อควรระวังในการใช้ยาละลายเสมหะ
-
ควรอ่านข้อบ่งใช้ วิธีใช้ และคำเตือนบนฉลากยาอย่างละเอียดก่อนรับประทาน
-
ห้ามใช้ยาในผู้ที่มีประวัติแพ้ส่วนประกอบของยา
-
ขณะเตรียมยา ควรรอให้ยาละลายหมด ไม่มีเศษผงหรือตะกอนเกาะตามข้างแก้ว ก่อนรับประทาน
-
ห้ามกลืนเม็ดฟู่ทั้งเม็ด เพราะนอกจากยาจะทำงานไม่สมบูรณ์แล้ว ปฏิกิริยาฟองฟู่ที่เกิดขึ้นในลำคอหรือกระเพาะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองอย่างรุนแรงและเป็นอันตรายได้
-
ไม่ควรใช้ยาละลายเสมหะร่วมกับยาแก้ไอชนิดกดอาการไอ เพราะอาจทำให้เสมหะค้างอยู่ในทางเดินหายใจมากขึ้น
-
หากต้องรับประทาน ยา NAC ร่วมกับยาปฏิชีวนะกลุ่มเตตราไซคลิน ควรเว้นระยะห่างอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เพื่อลดผลกระทบต่อการดูดซึมยา
-
ผู้ที่ใช้ยาขยายหลอดเลือดในกลุ่มไนเตรต ควรใช้ยาละลายเสมหะ NAC ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากอาจเสริมฤทธิ์กันและทำให้ความดันโลหิตต่ำได้
-
ไม่ควรรับประทาน NAC ร่วมกับผงถ่านกัมมันต์ (Activated charcoal) หรือยาคาร์บอนแก้ท้องเสีย เพราะอาจลดการดูดซึมและประสิทธิภาพของยา
-
ผู้ที่มีโรคประจำตัวควรใช้ด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะโรคกระเพาะอาหาร โรคหอบหืด หรือมีประวัติหลอดลมไว รวมถึงโรคตับหรือโรคไต ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา
-
ผู้ป่วยเบาหวานควรตรวจสอบฉลากยาอย่างละเอียด เนื่องจากยาละลายเสมหะบางยี่ห้อมีส่วนผสมของน้ำตาล จึงควรเลือกใช้สูตรที่ปราศจากน้ำตาล
-
หากเกิดอาการไม่พึงประสงค์ เช่น คลื่นไส้ แสบท้อง ท้องเสีย ผื่นคัน หรือแน่นหน้าอก หลอดลมตีบ หลังรับประทานยา ควรหยุดยาและรีบปรึกษาแพทย์
-
หากใช้ยาแล้วอาการไม่ดีขึ้นภายใน 5-7 วัน หรือมีอาการไอรุนแรง ไข้สูง เสมหะมีสีเขียว เหลือง หรือมีเลือดปน ควรไปพบแพทย์ทันที
-
เก็บรักษายาให้พ้นจากความชื้นและแสงแดด โดยปิดซองหรือบรรจุภัณฑ์ให้สนิท เพื่อป้องกันตัวยาเสื่อมคุณภาพ
บทความที่เกี่ยวข้องกับไอและเสมหะ
- ยาแก้ไอ ยาละลายเสมหะ ยาขับเสมหะ ไอแบบไหนควรใช้ยาอะไรบรรเทาอาการ
- เม็ดฟู่ละลายเสมหะ ตัวช่วยกำจัดเสมหะที่เหนียวข้น กินยังไง มียี่ห้อไหนบ้าง
- มีเสมหะตอนเช้าหลังตื่นนอน อย่านิ่งนอนใจ อาจบ่งชี้ได้หลายโรค
- นอนท่าไหนไม่ให้ไอ อยากบรรเทาอาการไอตอนนอน แค่ลองเปลี่ยนท่า
- 8 วิธีกำจัดเสมหะ เคลียร์กันจะจะให้หายใจสะดวกขึ้น
ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล, ราชวิทยาลัยโสต ศอ นาสิกแพทย์แห่งประเทศไทย, สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา, hkpharma.co.th, greaterpharma.com, thaismegp.sme.go.th, ubuy, millimedbfs.com, dksh.com





