จอประสาทตาขาด กับ 4 อาการเตือนอันตราย ปล่อยไว้นาน อาจเสี่ยงถึงขั้นตาบอด !

          จอประสาทตาขาด อาการที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่เป็นโรคที่อาจนำไปสู่โลกที่มืดมิดได้เลย รีบเช็ก 4 สัญญาณเตือนที่ไม่ควรปล่อยผ่าน  
จอประสาทตาขาด

          ในโลกที่ต้องใช้สายตาอย่างหนัก หลายคนอาจเคยชินกับอาการตาล้า ตาเบลอ แต่ถ้าวันหนึ่งเกิดเห็นแสงแฟลช หรือจุดดำลอยไปมา นั่นอาจไม่ใช่แค่เรื่องความเหนื่อยล้า แต่นี่คือสัญญาณเตือนของภาวะจอประสาทตาขาด ที่อาจพรากการมองเห็นของไปอย่างถาวรหากรักษาไม่ทันท่วงที มาศึกษากันว่า จอประสาทตาขาด เกิดจากอะไร อาการแบบไหนต้องระวัง

จอประสาทตาขาด คืออะไร 
เกิดจากอะไร ?

จอประสาทตาขาด เกิดจากอะไร

          ก่อนอื่นมาทำความรู้จักจอประสาทตากันก่อน 

          จอประสาทตา หรือเรตินา (Retina) คือเนื้อเยื่อบาง ๆ ที่อยู่ด้านในสุดของลูกตา ทำหน้าที่รับแสงและส่งสัญญาณภาพไปยังสมอง เปรียบเสมือนฟิล์มของกล้องถ่ายรูป ดังนั้น หากจอประสาทตาเกิดรอยฉีกขาด แม้จะเป็นเพียงรอยเล็ก ๆ ก็อาจลุกลามและส่งผลกระทบต่อการมองเห็น

          ส่วนจอประสาทตาขาด ภาษาอังกฤษเรียกว่า Retinal Tear คือ ภาวะที่จอประสาทตาเกิดรอยฉีกหรือเป็นรู ทำให้วุ้นตาหรือของเหลวภายในลูกตาไหลผ่านรอยดังกล่าว และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ “จอประสาทตาลอก (Retinal Detachment)” ซึ่งเป็นภาวะรุนแรง อาจทำให้สูญเสียการมองเห็นหรือถึงขั้นตาบอดได้ 

จอประสาทตาขาด ใครเสี่ยงบ้าง ?

จอประสาทตาขาด ใครเสี่ยง

       ภาวะนี้มักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายในลูกตา โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงต่อไปนี้

  • คนที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป เพราะเมื่ออายุมากขึ้น วุ้นตาจะหดตัวและบางลงตามวัย บางครั้งอาจดึงรั้งจอประสาทตาจนเกิดการฉีกขาดได้
  • คนที่สายตาสั้นมาก ซึ่งลูกตาจะมีความยาวมากกว่าปกติทำให้จอประสาทตาบางและถูกดึงรั้งได้ง่าย
  • คนที่เคยได้รับอุบัติเหตุทางตา เช่น ถูกกระแทกอย่างรุนแรง
  • คนที่เคยผ่าตัดตา เช่น ผ่าตัดต้อกระจก หรือต้อหิน
  • คนที่เคยเป็นจอประสาทตาขาดในตาอีกข้างหนึ่งก็มีโอกาสเกิดกับอีกข้างได้เช่นกัน
  • คนที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคจอประสาทตา

จอประสาทตาขาด อาการเตือนที่ต้องระวัง

จอประสาทตาขาด อาการเป็นยังไง

          4 อาการเตือนที่ต้องระวังและควรไปพบจักษุแพทย์ทันที ได้แก่

1. เห็นแสงแฟลชหรือแสงวาบ

          มีอาการเห็นแสงคล้ายฟ้าแลบในตา หรือแสงแฟลชจากกล้อง แม้อยู่ในที่มืดหรือหลับตา มักเห็นชัดเวลาอยู่ในที่มืดหรือกลอกตาไปมา

2. เห็นจุดดำลอยไปมาเพิ่มขึ้นผิดปกติ

          ลักษณะเหมือนหยากไย่ จุด หรือวงกลมสีดำลอยตามสายตา และเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว

3. มีเงาหรือม่านดำบังตา

          รู้สึกเหมือนมีม่านดำมาบังตาบางส่วน ทำให้บดบังการมองเห็น

4. การมองเห็นพร่ามัวลงอย่างรวดเร็ว

          รู้สึกสายตาพร่ามัว หรือมองเห็นไม่ค่อยชัด ซึ่งอาการมักเกิดแบบเฉียบพลัน

จอประสาทตาขาด อันตรายไหม ?

          ถือว่าเป็นภาวะที่อันตราย เพราะหากไม่รักษา ของเหลวในลูกตาอาจไหลผ่านรอยขาดและสะสมอยู่หลังจอประสาทตา จนทำให้เกิดภาวะจอประสาทตาลอกได้ ซึ่งหากการลอกลามมาถึงจุดรับภาพตรงกลาง (จุดภาพชัด) อาจทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็ว และเสี่ยงต่อการตาบอดได้เลย

จอประสาทตาขาด รักษาได้ไหม ?

จอประสาทตาขาด รักษา

          หากตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก การรักษาจะง่ายและได้ผลดีกว่า โดยวิธีหลัก ๆ มี 2 วิธี ได้แก่

1. การยิงเลเซอร์ (Laser Photocoagulation)

          เป็นการใช้เลเซอร์สร้างรอยไหม้เล็ก ๆ รอบรอยขาด เพื่อให้เกิดพังผืดเชื่อมปิดรอยรั่ว ป้องกันไม่ให้รอยฉีกลุกลามและไม่ให้น้ำวุ้นตาไหลเข้าไปด้านหลัง

2. การจี้ความเย็น (Cryopexy)

          ใช้ความเย็นจัดจี้บริเวณรอยขาด เพื่อกระตุ้นให้เกิดแผลเป็นยึดติดและปิดผนึกรอยฉีกขาด

          อย่างไรก็ตาม หลังการรักษาอาจมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ เลือดออกในตา ต้อหิน ต้อกระจก หรือรอยขาดปิดไม่สนิท จึงควรติดตามอาการตามแพทย์นัดอย่างเคร่งครัด

จอประสาทตาขาด ป้องกันได้ไหม ?

        เราสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยวิธีต่อไปนี้

  • ตรวจสุขภาพตาเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะคนที่สายตาสั้นมากกว่า 600 หรืออายุ 50 ปีขึ้นไป
  • สวมอุปกรณ์ป้องกันดวงตา หากทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการกระแทก เช่น เล่นกีฬา หรือทำกิจกรรมผาดโผน
  • สังเกตอาการผิดปกติของดวงตาอยู่เสมอ หากเห็นแสงแฟลชหรือจุดดำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ควรรีบพบจักษุแพทย์ทันที
            จอประสาทตาขาดอาจดูเหมือนไม่รุนแรงในระยะแรก แต่สามารถลุกลามจนสูญเสียการมองเห็นถาวรได้ หากเราหมั่นอาการเตือนและเข้ารับการรักษาโดยเร็ว จะช่วยปกป้องดวงตาคู่สวยให้มองเห็นต่อไปได้ในระยะยาว

บทความที่เกี่ยวข้องกับดวงตา

ขอบคุณข้อมูลจาก :  my.clevelandclinic.orgaao.org  
เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
จอประสาทตาขาด กับ 4 อาการเตือนอันตราย ปล่อยไว้นาน อาจเสี่ยงถึงขั้นตาบอด ! อัปเดตล่าสุด 26 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15:45:45
TOP
x close