จอประสาทตาขาด อาการที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่เป็นโรคที่อาจนำไปสู่โลกที่มืดมิดได้เลย รีบเช็ก 4 สัญญาณเตือนที่ไม่ควรปล่อยผ่าน
ในโลกที่ต้องใช้สายตาอย่างหนัก หลายคนอาจเคยชินกับอาการตาล้า ตาเบลอ แต่ถ้าวันหนึ่งเกิดเห็นแสงแฟลช หรือจุดดำลอยไปมา นั่นอาจไม่ใช่แค่เรื่องความเหนื่อยล้า แต่นี่คือสัญญาณเตือนของภาวะจอประสาทตาขาด ที่อาจพรากการมองเห็นของไปอย่างถาวรหากรักษาไม่ทันท่วงที มาศึกษากันว่า จอประสาทตาขาด เกิดจากอะไร อาการแบบไหนต้องระวัง
จอประสาทตาขาด คืออะไร
เกิดจากอะไร ?
ก่อนอื่นมาทำความรู้จักจอประสาทตากันก่อน
จอประสาทตา หรือเรตินา (Retina) คือเนื้อเยื่อบาง ๆ ที่อยู่ด้านในสุดของลูกตา ทำหน้าที่รับแสงและส่งสัญญาณภาพไปยังสมอง เปรียบเสมือนฟิล์มของกล้องถ่ายรูป ดังนั้น หากจอประสาทตาเกิดรอยฉีกขาด แม้จะเป็นเพียงรอยเล็ก ๆ ก็อาจลุกลามและส่งผลกระทบต่อการมองเห็น
ส่วนจอประสาทตาขาด ภาษาอังกฤษเรียกว่า Retinal Tear คือ ภาวะที่จอประสาทตาเกิดรอยฉีกหรือเป็นรู ทำให้วุ้นตาหรือของเหลวภายในลูกตาไหลผ่านรอยดังกล่าว และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ “จอประสาทตาลอก (Retinal Detachment)” ซึ่งเป็นภาวะรุนแรง อาจทำให้สูญเสียการมองเห็นหรือถึงขั้นตาบอดได้
จอประสาทตาขาด ใครเสี่ยงบ้าง ?
ภาวะนี้มักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายในลูกตา โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงต่อไปนี้
- คนที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป เพราะเมื่ออายุมากขึ้น วุ้นตาจะหดตัวและบางลงตามวัย บางครั้งอาจดึงรั้งจอประสาทตาจนเกิดการฉีกขาดได้
- คนที่สายตาสั้นมาก ซึ่งลูกตาจะมีความยาวมากกว่าปกติทำให้จอประสาทตาบางและถูกดึงรั้งได้ง่าย
- คนที่เคยได้รับอุบัติเหตุทางตา เช่น ถูกกระแทกอย่างรุนแรง
- คนที่เคยผ่าตัดตา เช่น ผ่าตัดต้อกระจก หรือต้อหิน
- คนที่เคยเป็นจอประสาทตาขาดในตาอีกข้างหนึ่งก็มีโอกาสเกิดกับอีกข้างได้เช่นกัน
- คนที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคจอประสาทตา
จอประสาทตาขาด อาการเตือนที่ต้องระวัง
4 อาการเตือนที่ต้องระวังและควรไปพบจักษุแพทย์ทันที ได้แก่
1. เห็นแสงแฟลชหรือแสงวาบ
มีอาการเห็นแสงคล้ายฟ้าแลบในตา หรือแสงแฟลชจากกล้อง แม้อยู่ในที่มืดหรือหลับตา มักเห็นชัดเวลาอยู่ในที่มืดหรือกลอกตาไปมา
2. เห็นจุดดำลอยไปมาเพิ่มขึ้นผิดปกติ
ลักษณะเหมือนหยากไย่ จุด หรือวงกลมสีดำลอยตามสายตา และเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว
3. มีเงาหรือม่านดำบังตา
รู้สึกเหมือนมีม่านดำมาบังตาบางส่วน ทำให้บดบังการมองเห็น
4. การมองเห็นพร่ามัวลงอย่างรวดเร็ว
รู้สึกสายตาพร่ามัว หรือมองเห็นไม่ค่อยชัด ซึ่งอาการมักเกิดแบบเฉียบพลัน
จอประสาทตาขาด อันตรายไหม ?
ถือว่าเป็นภาวะที่อันตราย เพราะหากไม่รักษา ของเหลวในลูกตาอาจไหลผ่านรอยขาดและสะสมอยู่หลังจอประสาทตา จนทำให้เกิดภาวะจอประสาทตาลอกได้ ซึ่งหากการลอกลามมาถึงจุดรับภาพตรงกลาง (จุดภาพชัด) อาจทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็ว และเสี่ยงต่อการตาบอดได้เลย
จอประสาทตาขาด รักษาได้ไหม ?
หากตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก การรักษาจะง่ายและได้ผลดีกว่า โดยวิธีหลัก ๆ มี 2 วิธี ได้แก่
1. การยิงเลเซอร์ (Laser Photocoagulation)
เป็นการใช้เลเซอร์สร้างรอยไหม้เล็ก ๆ รอบรอยขาด เพื่อให้เกิดพังผืดเชื่อมปิดรอยรั่ว ป้องกันไม่ให้รอยฉีกลุกลามและไม่ให้น้ำวุ้นตาไหลเข้าไปด้านหลัง
2. การจี้ความเย็น (Cryopexy)
ใช้ความเย็นจัดจี้บริเวณรอยขาด เพื่อกระตุ้นให้เกิดแผลเป็นยึดติดและปิดผนึกรอยฉีกขาด
อย่างไรก็ตาม หลังการรักษาอาจมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ เลือดออกในตา ต้อหิน ต้อกระจก หรือรอยขาดปิดไม่สนิท จึงควรติดตามอาการตามแพทย์นัดอย่างเคร่งครัด
อย่างไรก็ตาม หลังการรักษาอาจมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ เลือดออกในตา ต้อหิน ต้อกระจก หรือรอยขาดปิดไม่สนิท จึงควรติดตามอาการตามแพทย์นัดอย่างเคร่งครัด
จอประสาทตาขาด ป้องกันได้ไหม ?
เราสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยวิธีต่อไปนี้
- ตรวจสุขภาพตาเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะคนที่สายตาสั้นมากกว่า 600 หรืออายุ 50 ปีขึ้นไป
- สวมอุปกรณ์ป้องกันดวงตา หากทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการกระแทก เช่น เล่นกีฬา หรือทำกิจกรรมผาดโผน
- สังเกตอาการผิดปกติของดวงตาอยู่เสมอ หากเห็นแสงแฟลชหรือจุดดำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ควรรีบพบจักษุแพทย์ทันที
จอประสาทตาขาดอาจดูเหมือนไม่รุนแรงในระยะแรก แต่สามารถลุกลามจนสูญเสียการมองเห็นถาวรได้ หากเราหมั่นอาการเตือนและเข้ารับการรักษาโดยเร็ว จะช่วยปกป้องดวงตาคู่สวยให้มองเห็นต่อไปได้ในระยะยาว
บทความที่เกี่ยวข้องกับดวงตา
- วุ้นในตาเสื่อม อาการเห็นหยากไย่ลอยไปลอยมา แบบนี้อันตรายไหม ?
- โรค VKH หรือ Vogt-Koyanagi-Harada Disease คืออะไร ทำไมถึงทำจอประสาทตาอักเสบ
- ขยี้ตาบ่อย ๆ ไม่ใช่แค่ดูแก่กว่าวัย แต่ยังพ่วงผลร้ายต่อสุขภาพอีกเพียบ !
- อาการตาพร่ามัว สาเหตุเกิดจากอะไร ปัญหาสายตาที่ต้องใส่ใจและควรรู้วิธีแก้
- ต่อมไขมันเปลือกตาอุดตัน คนจ้องจอนาน ๆ เสี่ยงมาก หากไม่รีบดูแล
ขอบคุณข้อมูลจาก : my.clevelandclinic.org, aao.org





