เครื่อง CPAP คืออะไร
ใช้เครื่องให้ออกซิเจนหรือไม่
หลายคนอาจเข้าใจว่า เครื่อง CPAP คือเครื่องให้ออกซิเจน แต่จริง ๆ แล้ว หลักการทำงานของทั้งสองเครื่องแตกต่างกันอย่างชัดเจน
โดยเครื่อง CPAP (ซีแพบ) ย่อมาจาก Continuous Positive Airway Pressure เป็นเครื่องที่ช่วยเพิ่มแรงดันอากาศในทางเดินหายใจอย่างต่อเนื่อง ทำหน้าที่เป่าลมผ่านหน้ากากเข้าสู่ทางเดินหายใจ เพื่อป้องกันไม่ให้ทางเดินหายใจตีบหรือยุบตัวขณะนอนหลับ ช่วยให้ลมหายใจไหลเข้าสู่ปอดได้สะดวกขึ้น จึงมักใช้รักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และยังช่วยบรรเทาอาการนอนกรน รวมถึงลดอาการง่วงนอนตอนกลางวันได้ด้วย เพราะทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนอย่างต่อเนื่องในระหว่างการนอนหลับ
อย่างไรก็ตาม ก่อนใช้งานผู้ป่วยต้องเข้ารับการตรวจการนอนหลับหรือ Sleep Test เพื่อให้แพทย์ประเมินและกำหนดค่าแรงดันอากาศ (Pressure) ที่เหมาะสมกับแต่ละคน เพราะหากตั้งค่าแรงดันต่ำเกินไปก็อาจไม่ได้ผลในการรักษา แต่หากแรงดันสูงเกินไป ก็อาจทำให้รู้สึกอึดอัด สำลักลม หรือหลับไม่สบายได้
ในขณะที่เครื่องผลิตออกซิเจนมีหลักการทำงานต่างออกไป โดยเครื่องจะแยกก๊าซออกซิเจนจากอากาศให้มีความเข้มข้นสูงประมาณ 90-95% เพื่อช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนในร่างกาย มักใช้ในผู้ป่วยที่มีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ เช่น ผู้ป่วยโรคปอดหรือโรคระบบทางเดินหายใจบางชนิด
สรุปง่าย ๆ คือ เครื่อง CPAP ทำหน้าที่เพิ่มแรงดันลมเพื่อเปิดทางเดินหายใจ ส่วนเครื่องผลิตออกซิเจนมีหน้าที่เพิ่มความเข้มข้นของออกซิเจนในอากาศที่ผู้ป่วยหายใจเข้า
เครื่อง CPAP มีกี่แบบ
1. CPAP หรือ Fixed CPAP
เป็นเครื่องแบบพื้นฐานที่สุด โดยมักเรียกว่า CPAP แบบแรงดันคงที่ (Fixed CPAP) หรือบางครั้งเรียกว่า แบบตั้งค่าแรงดันเอง (Manual Setting) เพราะต้องกำหนดค่าแรงดันอากาศไว้ล่วงหน้าโดยเครื่องจะปล่อยแรงดันอากาศระดับเดียวอย่างต่อเนื่องตลอดการนอนหลับ ตามค่าที่แพทย์กำหนดจากการตรวจการนอนหลับ (Sleep Test)
-
ข้อดี : ราคาถูกที่สุด โครงสร้างเครื่องไม่ซับซ้อน จึงใช้งานง่ายและมีความทนทาน เหมาะกับผู้ป่วยที่ต้องใช้แรงดันคงที่
-
ข้อสังเกต : บางคนอาจรู้สึกอึดอัดได้ เพราะแรงดันไม่เปลี่ยนตามการหายใจ
2. APAP หรือ Auto CPAP
เป็นเครื่องที่พัฒนามาจาก CPAP แบบเดิม โดยสามารถปรับแรงดันอากาศอัตโนมัติตามการหายใจของผู้ใช้ เครื่องจะตรวจจับรูปแบบการหายใจ หากพบว่าทางเดินหายใจเริ่มตีบหรือเกิดการหยุดหายใจ เครื่องจะเพิ่มแรงดันอากาศ และเมื่อการหายใจกลับมาเป็นปกติ เครื่องก็จะลดแรงดันลง นอกจากนี้ยังสามารถตั้งค่าให้ทำงานแบบ Fixed CPAP ได้ด้วย ปัจจุบันถือเป็นประเภทที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
-
ข้อดี : มีความยืดหยุ่นสูง เครื่องสามารถปรับแรงดันได้อัตโนมัติ ทำให้รู้สึกสบายขณะใช้งาน และเหมาะกับผู้ป่วยส่วนใหญ่ รวมถึงผู้ที่เริ่มใช้เครื่องเป็นครั้งแรก
-
ข้อสังเกต : ราคาสูงกว่า CPAP แบบ Manual
3. BiPAP (Bi-level PAP)
เป็นเครื่องที่ให้แรงดัน 2 ระดับต่างกัน คือ แรงดันสูงเพื่อดันอากาศเมื่อหายใจเข้า และแรงดันต่ำเมื่อหายใจออกออกจากปอด การมีแรงดันสองระดับช่วยให้การหายใจเป็นธรรมชาติมากขึ้น โดยเฉพาะในผู้ที่ต้องใช้แรงดันสูง
-
ข้อดี : ช่วยให้หายใจออกได้ง่ายกว่า เหมาะกับผู้ป่วยที่ต้องใช้แรงดันสูง หรือผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจบางชนิด
-
ข้อสังเกต : ราคาสูงกว่าเครื่อง CPAP ทั่วไป และมักต้องใช้ภายใต้การดูแลหรือคำแนะนำของแพทย์
เครื่อง CPAP มีส่วนประกอบอะไรบ้าง
เครื่อง CPAP โดยทั่วไปจะประกอบด้วยอุปกรณ์หลักหลายส่วนที่ทำงานร่วมกัน เพื่อส่งแรงดันอากาศเข้าสู่ทางเดินหายใจขณะนอนหลับ ได้แก่
1. ตัวเครื่อง CPAP (CPAP Machine)
เป็นส่วนหลักของระบบ ทำหน้าที่สร้างแรงดันอากาศและเป่าลมผ่านท่อไปยังหน้ากาก เพื่อช่วยเปิดทางเดินหายใจไม่ให้ยุบตัวขณะนอนหลับ
ภายในตัวเครื่องจะมีมอเตอร์และระบบควบคุมแรงดันอากาศ รวมถึงแผ่นกรองอากาศ (Filter) ที่ช่วยดักจับฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกก่อนที่อากาศจะถูกส่งเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งควรเปลี่ยนตามระยะเวลาที่ผู้ผลิตแนะนำ เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับอากาศที่สะอาดอยู่เสมอ
2. หน้ากาก (CPAP Mask)
เป็นอุปกรณ์ที่สวมบนใบหน้าเพื่อรับลมจากเครื่อง โดยมีหลายรูปแบบ เช่น
-
หน้ากากครอบจมูกและปาก (Full Face Mask) : ช่วยป้องกันไม่ให้ลมรั่วออกทางปาก ทำให้ได้รับแรงดันลมเต็มที่แม้จะอ้าปากนอน เหมาะกับผู้ที่มักนอนอ้าปากหรือมีอาการคัดจมูกบ่อย อย่างไรก็ตาม หน้ากากชนิดนี้มีขนาดค่อนข้างใหญ่ จึงอาจรู้สึกเกะกะหรือใส่ไม่สบายสำหรับบางคน
-
หน้ากากครอบจมูก (Nasal Mask) : มีขนาดเล็กกว่าแบบ Full Face ใส่สบายและกระชับ เหมาะกับผู้ที่หายใจทางจมูกได้ตามปกติ แต่อาจมีโอกาสที่ลมรั่วได้บ้าง และไม่เหมาะกับผู้ที่ชอบอ้าปากนอน
-
หน้ากากแบบหมอนจมูก (Nasal Pillow) : เป็นหน้ากากขนาดเล็กที่ใช้จุกซิลิโคนนิ่มสอดเข้าไปบริเวณรูจมูกโดยตรง จุดเด่นคือมีขนาดกะทัดรัด ไม่บังสายตา และให้ความรู้สึกสบายหน้า แต่หากใช้แรงดันลมสูงอาจทำให้รู้สึกระคายเคืองภายในจมูกได้ และมีโอกาสเกิดการรั่วของลมมากกว่าหน้ากากแบบอื่น
3. สายรัดศีรษะ (Headgear)
4. ท่อนำอากาศ (CPAP Tubing)
5. เครื่องทำความชื้น (Humidifier)
เครื่อง CPAP รุ่นใหม่ ๆ มักมีระบบเพิ่มความชื้นมาให้ในตัว หรือสามารถถอดประกอบได้ เพื่อช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศ ลดอาการคอแห้งหรือการระคายเคืองในจมูกที่อาจเกิดจากการหายใจด้วยอากาศแรงดันตลอดคืน โดยผู้ใช้ควรเติมน้ำกลั่นลงในถังน้ำตามคำแนะนำของผู้ผลิต
6. อุปกรณ์เสริมอื่น ๆ
อุปกรณ์บางอย่างอาจมีหรือไม่มี ขึ้นอยู่กับรุ่นของเครื่อง เช่น
- ปลั๊กไฟและอะแดปเตอร์ สำหรับเสียบไฟบ้าน (บางรุ่นรองรับแบตเตอรี่สำรอง)
- แบตเตอรี่สำหรับพกพา ใช้ในกรณีเดินทางหรือไม่มีแหล่งจ่ายไฟกระเป๋าใส่เครื่อง (Travel Bag) สำหรับเก็บอุปกรณ์และพกพาเครื่อง CPAP ระหว่างการเดินทาง
- ท่อทำความร้อน (Heated Tube) ช่วยลดการควบแน่นของน้ำในท่อ
- แอปฯ ติดตามการนอน สำหรับดูข้อมูลการใช้งานและคุณภาพการนอน
วิธีเลือกซื้อเครื่อง CPAP
ก่อนตัดสินใจซื้อเครื่อง CPAP ควรพิจารณาในเรื่องสำคัญต่อไปนี้
-
ประเภทของเครื่อง CPAP : โดยควรเลือกให้เหมาะกับอาการและคำแนะนำของแพทย์
-
Fixed Pressure (Manual CPAP) : เครื่องจะจ่ายแรงดันลมคงที่ตลอดคืน มีราคาประหยัด เหมาะกับผู้ที่ทราบค่าแรงดันที่เหมาะสมแล้ว
-
Auto CPAP (APAP) : เครื่องจะปรับแรงดันขึ้น-ลงอัตโนมัติตามจังหวะการหายใจ ช่วยลดความอึดอัด เหมาะกับผู้เริ่มต้นใช้งานและเป็นประเภทที่นิยมมากที่สุด
-
BiPAP : ให้แรงดันลม 2 ระดับระหว่างหายใจเข้าและหายใจออก เหมาะกับผู้ที่ต้องใช้แรงดันสูงหรือมีโรคทางปอดร่วมด้วย
-
-
ลักษณะการใช้งานที่ต้องการ :
-
แบบตั้งโต๊ะ (Home Use) : เน้นความทนทาน ทำงานเงียบ และมีเครื่องทำความชื้น (Humidifier) ในตัว ช่วยลดอาการคอแห้ง จมูกแห้ง เหมาะเป็นเครื่องหลักที่ใช้ทุกคืน รวมทั้งเหมาะกับคนที่เพิ่งเริ่มใช้เป็นครั้งแรก เพราะใช้งานสบายและปรับตัวได้ง่ายกว่า
-
แบบพกพา (Travel CPAP) : ขนาดเล็กประมาณฝ่ามือ น้ำหนักเบา 300-500 กรัม รองรับการต่อแบตเตอรี่สำรอง เหมาะสำหรับสายเดินทาง แต่เสียงอาจดังกว่าแบบตั้งโต๊ะเล็กน้อย และบางรุ่นอาจไม่มีถังน้ำเพิ่มความชื้น
-
-
ช่วงแรงดันของเครื่อง : เครื่อง CPAP ส่วนใหญ่สามารถปรับแรงดันได้ในช่วง 4-20 cmH₂O ซึ่งเพียงพอกับผู้ป่วยส่วนใหญ่ แต่ควรเลือกเครื่องที่รองรับแรงดันตามค่าที่แพทย์แนะนำ
-
ฟังก์ชันเสริมที่ช่วยให้ใช้งานสบายขึ้น : เครื่อง CPAP รุ่นใหม่มักมีฟังก์ชันเพิ่มเติม เช่น
-
ระบบ Ramp : ช่วยเพิ่มแรงดันลมอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงเริ่มต้นการใช้งาน เพื่อให้เราหลับได้ง่ายโดยไม่รู้สึกโดนลมกระแทกหน้า
-
ระบบเพิ่มความชื้น (Humidifier) : ช่วยลดอาการคอแห้งหรือระคายเคืองจมูก
-
ระบบลดแรงต้านขณะหายใจออก (Expiratory Pressure Relief) : ช่วยผ่อนแรงลมให้หายใจได้เป็นธรรมชาติ ไม่ต้องออกแรงดันลมสวนกลับ
-
ระบบเปิด-ปิดอัตโนมัติ : เครื่องจะทำงานเมื่อใส่หน้ากาก และหยุดเมื่อถอดออก เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน
-
ระบบบันทึกข้อมูลการใช้งาน : บันทึกข้อมูลการนอน เช่น ชั่วโมงใช้งาน ค่า AHI และการรั่วของหน้ากาก ผ่าน SD Card หรือแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน โดยบางรุ่นเก็บข้อมูลย้อนหลังได้นานถึงประมาณ 1 ปี เพื่อช่วยติดตามผลการรักษา
-
-
การเชื่อมต่อ Bluetooth หรือ Wi-Fi : เครื่อง CPAP รุ่นใหม่บางรุ่นสามารถเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน เพื่อดูข้อมูลการนอน เช่น ค่า AHI หรือจำนวนครั้งของการหยุดหายใจ รวมถึงตรวจสอบว่ามีการรั่วของหน้ากากหรือไม่ ช่วยให้ผู้ใช้และแพทย์ติดตามผลการรักษาได้ง่ายขึ้น
-
ความง่ายในการใช้งาน : ควรเลือกเครื่องที่ใช้งานง่าย เมนูไม่ซับซ้อน โดยเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุ อาจเลือกเครื่องที่มีหน้าจอขนาดใหญ่ ปุ่มกดชัดเจน และเมนูภาษาไทย เพื่อให้ใช้งานได้สะดวก
-
ตรวจสอบมาตรฐานเครื่องมือแพทย์ : ควรเลือกซื้อเครื่องที่ได้รับการรับรองเป็นเครื่องมือแพทย์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย และมีเลขใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมีการรับประกันและศูนย์บริการที่เชื่อถือได้
-
งบประมาณที่เหมาะสม : ราคาเครื่อง CPAP มีหลายระดับ เช่น
-
กลุ่มประหยัด (20,000-30,000 บาท) : มักเป็นเครื่อง Fixed Pressure หรือ Auto รุ่นเริ่มต้น
-
กลุ่มมาตรฐาน (35,000-55,000 บาท) : เป็นเครื่อง Auto ของแบรนด์ชั้นนำ ฟังก์ชันครบ เสียงเงียบ และมีความทนทาน
-
กลุ่มระดับสูง (60,000 บาทขึ้นไป) : มักเป็นเครื่อง BiPAP หรือเครื่อง CPAP พกพาที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง
-
-
ตรวจสอบราคาหน้ากากและวัสดุสิ้นเปลือง : นอกจากตัวเครื่องแล้ว ยังต้องคำนึงถึงค่าอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น
-
หน้ากาก : ควรทดลองสวมหลายรูปแบบก่อนตัดสินใจ เพื่อให้ได้ขนาดที่เหมาะสมและป้องกันการรั่วของลม ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การรักษาไม่ได้ผล
-
วัสดุสิ้นเปลือง : เช่น แผ่นกรองอากาศ น้ำกลั่น หรืออุปกรณ์เสริมอื่น ๆ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายระยะยาว
-
-
บริการหลังการขาย : เครื่อง CPAP เป็นอุปกรณ์ที่ต้องใช้งานต่อเนื่อง จึงควรเลือกผู้จำหน่ายที่มีบริการให้คำแนะนำการใช้งาน การดูแลรักษา รวมถึงมีเครื่องสำรองให้ใช้ในกรณีที่ต้องส่งเครื่องซ่อม
ทั้งนี้ ในบางกรณี ผู้ซื้ออาจต้องแสดงใบสั่งแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ก่อนซื้อเครื่อง CPAP ด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าค่าการตั้งแรงดันและประเภทของเครื่องเหมาะสมกับอาการของผู้ป่วย
เครื่อง CPAP ยี่ห้อไหนดี ปี 2569
1. เครื่อง CPAP ResMed AirSense10 AutoSet APAC TRI C
ภาพจาก : ResMed
AirSense 10 AutoSet APAC TRI C จากแบรนด์ ResMed เป็นเครื่อง CPAP แบบ Auto CPAP ที่สามารถปรับแรงดันอากาศอัตโนมัติตามการหายใจของผู้ใช้ได้ในช่วง 4-20 cmH2O และยังสามารถตั้งค่าให้ทำงานแบบแรงดันคงที่ได้ ตัวเครื่องมีระบบ Ramp ที่ช่วยเพิ่มแรงดันลมอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงเริ่มต้นการใช้งาน โดยสามารถตั้งค่า Ramp Time ได้ตั้งแต่ 5-45 นาที
นอกจากนี้ยังมี ระบบ EPR (Expiratory Pressure Relief) ที่ช่วยลดแรงดันลมขณะหายใจออก สามารถปรับได้ 3 ระดับ ช่วยให้หายใจได้สบายและเป็นธรรมชาติมากขึ้น พร้อมระบบเพิ่มความชื้น (Humidifier) ที่ปรับระดับความชื้นภายในหน้ากากได้ถึง 8 ระดับ ช่วยลดอาการคอแห้งหรือการระคายเคืองจากการใช้แรงดันลมต่อเนื่อง มาพร้อมการรับประกันศูนย์ไทย 2 ปี ราคาปกติ 53,000 บาท
2. เครื่อง CPAP Philips DreamStation Auto CPAP
ภาพจาก : mic-thailand
DreamStation Auto CPAP จากแบรนด์ Philips Respironics เป็นเครื่อง CPAP แบบปรับแรงดันอัตโนมัติที่ได้รับความนิยม ตัวเครื่องมีดีไซน์ทันสมัย ใช้งานง่าย และสามารถปรับแรงดันลมตามการหายใจได้อย่างเหมาะสม ขณะเดียวกันยังมีระบบเซ็นเซอร์แสง ที่ช่วยปรับความสว่างของหน้าจอให้เหมาะกับสภาพแวดล้อม มีระบบผ่อนแรงดันลมขณะหายใจออกแบบ A-Flex ที่ช่วยให้หายใจได้สบายขึ้น รวมถึงสามารถบันทึกข้อมูลการใช้งาน เช่น ชั่วโมงการใช้งาน ค่า AHI และการรั่วของหน้ากาก เพื่อช่วยติดตามประสิทธิภาพการรักษา พร้อมการรับประกัน 2 ปี ราคาปกติ 40,000 บาท
3. เครื่อง CPAP Yuwell YH-450
ภาพจาก : Yuwell Thailand Store
เครื่องอัดอากาศแรงดันบวกจากแบรนด์ Yuwell รุ่น YH-450 รองรับการตั้งค่าได้ทั้งโหมดแรงดันคงที่และแบบปรับแรงดันอัตโนมัติ มีฟังก์ชัน Ramp สำหรับค่อย ๆ เพิ่มแรงดันลม และตัวเครื่องยังมีระบบลดแรงต้านขณะหายใจออกที่ปรับได้ 3 ระดับ ช่วยให้หายใจได้สบายขึ้น พร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการใช้งานอย่างละเอียด เช่น ค่า AHI หรือจำนวนครั้งของภาวะหยุดหายใจต่อชั่วโมง รวมถึงระดับการรั่วของหน้ากาก
ภายในยังมีระบบเพิ่มความชื้นที่ปรับได้ 6 ระดับ มีให้เลือกทั้งรุ่น Wi-Fi และไม่มี Wi-Fi สำหรับเชื่อมต่อแอปฯ เพื่อตรวจสอบข้อมูลการนอนผ่านสมาร์ตโฟน รับประกันศูนย์ไทย 3 ปี และมีเครื่องสำรองให้ใช้ระหว่างส่งซ่อมด้วย ราคารุ่นที่มี Wi-Fi ปกติอยู่ที่ 35,900 บาท ส่วนรุ่นไม่มี Wi-Fi 30,900 บาท
4. เครื่อง CPAP Micomme รุ่น C5
ภาพจาก : realmedofficialstore
เครื่อง CPAP จากแบรนด์ Micomme รุ่น C5 เป็นเครื่องช่วยหายใจชนิดแรงดันบวกแบบปรับแรงดันอัตโนมัติที่ทำงานเงียบ ระดับเสียงต่ำกว่า 30 เดซิเบล ตัวเครื่องมีหน้าจอแสดงผลสำหรับตรวจสอบข้อมูลการใช้งาน สามารถดูข้อมูลย้อนหลังได้สูงสุด 30 วัน อีกทั้งยังรองรับการโอนถ่ายข้อมูลผ่าน USB Flash Drive และมี Wi-Fi ในตัว สำหรับส่งข้อมูลไปยังแอปฯ หรือโปรแกรมวิเคราะห์การนอน
ภายในเครื่องมีระบบเพิ่มความชื้นที่ปรับได้ 1-5 ระดับ พร้อมฟังก์ชัน PreHeat อุ่นน้ำล่วงหน้าประมาณ 5 นาทีก่อนใช้งาน และ Auto Drying ที่ช่วยลดความชื้นสะสมภายในเครื่อง เพื่อลดการเกิดเชื้อโรค นอกจากนี้ยังมีระบบ COMF ช่วยลดแรงดันขณะหายใจออก ปรับได้ 3 ระดับ รวมถึง Leak Reminder ที่แจ้งเตือนเมื่อเกิดการรั่วของลม รับประกันศูนย์ไทยถึง 3 ปี ราคาปกติอยู่ที่ 27,900 บาท
5. เครื่อง Aeonmed AS100C
ภาพจาก : LiCC UVAir purifier
Aeonmed AS100C เป็นเครื่องอัดอากาศแรงดันบวกที่รองรับทั้งโหมดแรงดันคงที่ (CPAP) และปรับแรงดันอัตโนมัติ (APAP) ตัวเครื่องมาพร้อมหน้าจอสีขนาด 3.5 นิ้ว มีเมนูภาษาไทย ซึ่งสามารถดูข้อมูลการใช้งานของได้โดยตรงผ่านหน้าจอ และมีระบบบันทึกข้อมูลลง SD Card เพื่อนำไปวิเคราะห์ผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้ด้วย
เครื่องมีฟังก์ชั่นหลากหลาย ทั้งสามารถปรับแรงดันได้ และตั้งค่า Ramp Time ได้ 0-60 นาที มีระบบ AS-Elex ที่ช่วยลดแรงต้านขณะหายใจออก ปรับได้ 3 ระดับ พร้อมระบบเพิ่มความชื้นที่ปรับได้ 5 ระดับ รวมถึงฟังก์ชันแสดงค่า AHI หรือจำนวนครั้งของภาวะหยุดหายใจต่อชั่วโมง และสามารถตั้งค่าให้เครื่องเปิด-ปิดอัตโนมัติ ราคาโดยประมาณ 35,000 บาท และรับประกันศูนย์ไทย 3 ปี
6. Sefam รุ่น DreamStar Auto
ภาพจาก : realmedofficialstore
7. เครื่อง CPAP ResMed AirMini AutoSet W APAC
ภาพจาก : ResMed
เครื่อง CPAP เอาขึ้นเครื่องบินได้ไหม
เครื่อง CPAP สามารถนำขึ้นเครื่องบินได้ เนื่องจากจัดเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ (Medical Device) ที่จำเป็น และในหลายสายการบินมักไม่นับรวมน้ำหนักในโควตาสัมภาระพกพา (Carry-on) ปกติ อย่างไรก็ตาม ห้ามโหลดลงใต้เครื่อง แต่ควรนำติดตัวขึ้นเครื่องเสมอ เพื่อป้องกันความเสียหายจากการกระแทกหรือสูญหาย โดยสามารถเก็บไว้ในช่องเหนือศีรษะหรือใต้ที่นั่งได้ตามคำแนะนำของลูกเรือ
นอกจากนี้ ควรตรวจสอบเงื่อนไขของสายการบินก่อนเดินทาง เนื่องจากรายละเอียดอาจแตกต่างกันไป เช่น
-
บางสายการบินอนุญาตเฉพาะเครื่อง CPAP ที่ผ่านมาตรฐานการบิน FAA Approved เท่านั้น
-
หากต้องการใช้งานเครื่องระหว่างเที่ยวบิน อาจต้องแจ้งสายการบินล่วงหน้าอย่างน้อย 48-72 ชั่วโมง เนื่องจากอาจมีระเบียบเรื่องแหล่งจ่ายไฟบนเครื่องที่ต่างกัน
-
หากใช้แบตเตอรี่สำรอง (Lithium-ion) ต้องมีค่าความจุ (Wh) ไม่เกินที่สายการบินกำหนด
-
ต้องเทน้ำออกจากเครื่องทำความชื้นให้หมด ก่อนแพ็กเครื่อง เพื่อป้องกันน้ำรั่วเข้าแผงวงจรและเพื่อความปลอดภัยตามกฎการนำของเหลวขึ้นเครื่อง
-
ควรพกใบรับรองแพทย์ฉบับภาษาอังกฤษติดตัวไว้ เพื่อยืนยันความจำเป็นในการใช้งานกับเจ้าหน้าที่ภาคพื้นและบนเครื่อง
ตัวอย่างข้อมูลจากสายการบิน
เครื่อง CPAP มีอายุการใช้งานกี่ปี
เครื่อง CPAP ประกันสังคมเบิกได้ไหม
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นมา ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม มาตรา 33 และมาตรา 39 ที่ป่วยเป็นภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าจำเป็นต้องใช้เครื่อง CPAP สามารถใช้สิทธิประโยชน์ในการรักษา ณ สถานพยาบาลตามสิทธิ โดยครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการรักษา ดังนี้
-
การตรวจ Sleep Test ชนิดที่ 1 : เบิกจ่ายตามจริง ไม่เกิน 7,000 บาท
-
การตรวจ Sleep Test ชนิดที่ 2 : เบิกจ่ายตามจริง ไม่เกิน 6,000 บาท
-
ค่าเครื่อง CPAP : วงเงินไม่เกิน 20,000 บาท
-
หน้ากากครอบจมูกหรือครอบปากสำหรับใช้กับเครื่อง CPAP : 4,000 บาทต่อชิ้น (เบิกได้ ปีละ 1 ชิ้น)
-
อุปกรณ์สิ้นเปลืองอื่น ๆ เช่น แผ่นกรองอากาศ (Filter) กระดาษ หรือแผ่นกรองอากาศแบบฟองน้ำ ให้รวมอยู่ในค่าบริการทางการแพทย์ของสถานพยาบาล
ใครไม่ควรใช้เครื่อง CPAP
แม้ว่าเครื่อง CPAP จะเป็นวิธีรักษามาตรฐานของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ แต่ในผู้ป่วยบางกลุ่ม อาจไม่เหมาะสมต่อการใช้งาน หรือควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เช่น
-
ผู้ป่วยโรคปอดหรือทรวงอกบางชนิดที่มีความรุนแรง เช่น ภาวะปอดรั่ว หรือโรคปอดที่ทำให้ถุงลมเปราะบางมาก รวมทั้งโรคฝีในปอดรุนแรง
-
ผู้ที่มีไซนัสอักเสบหรือหูชั้นกลางอักเสบรุนแรง ซึ่งแรงดันลมอาจทำให้อาการแย่ลง
-
ผู้ที่มีภาวะน้ำไขสันหลังรั่ว
-
ผู้ที่เพิ่งผ่าตัดสมอง ใบหน้า หรือจมูก ในระยะที่แผลยังไม่หายดี
-
ผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำผิดปกติหรือมีภาวะช็อก
-
ผู้ที่หมดสติหรือไม่สามารถถอดหน้ากากเองได้ เพราะอาจเสี่ยงต่อการสำลัก
ดังนั้น ก่อนเริ่มใช้เครื่อง CPAP ควรได้รับการประเมินจากแพทย์ เพื่อพิจารณาว่าผู้ป่วยเหมาะสมกับการรักษาด้วยวิธีนี้หรือไม่
ข้อควรระวังในการใช้เครื่อง CPAP
ก่อนใช้งาน
-
ควรอ่านคำเตือนบนฉลากและเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์ก่อนใช้งานทุกครั้ง
-
ไม่ควรปรับค่าแรงดันลมเอง ควรใช้เครื่องตามคำแนะนำของแพทย์
-
เลือกหน้ากากให้เหมาะกับรูปหน้า เพื่อป้องกันการรั่วของลม หากหน้ากากหลวมเกินไปอาจทำให้แรงดันลมลดลง แต่ถ้าแน่นเกินไปอาจทำให้เกิดรอยกดทับหรือระคายเคืองผิวหนังได้
-
ตรวจสอบให้แน่ใจว่าท่ออากาศวางอยู่ในตำแหน่งที่ไม่พันรอบศีรษะหรือคอระหว่างการนอนหลับ
การใช้งาน
-
ไม่ควรวางเครื่องบนพื้น เพราะเครื่องอาจดูดฝุ่นเข้าไปสะสมที่แผ่นกรองอากาศ
-
ควรวางเครื่องในตำแหน่งที่มั่นคง เช่น บนโต๊ะ แต่หลีกเลี่ยงบริเวณที่อาจถูกกระแทก หรือมีโอกาสสะดุดสายไฟ
-
ห้ามใช้เครื่องในบริเวณที่มีแสงแดดจัดโดยตรง หรือใกล้แหล่งความร้อน เพราะอาจทำให้อุณหภูมิของอากาศที่ออกจากเครื่องสูงเกินไป
-
ควรใช้น้ำกลั่นบริสุทธิ์ในถังเพิ่มความชื้นเท่านั้น ไม่ควรใช้น้ำประปา เพราะอาจเกิดคราบตะกรันสะสม
-
อย่าเติมน้ำเกินขีดระดับที่กำหนด เพราะแรงลมอาจพัดน้ำเข้าไปในตัวเครื่อง
-
ไม่ควรทิ้งน้ำไว้ค้างคืน ควรเทน้ำทิ้งทุกเช้าและทำความสะอาดถังน้ำ
-
หลีกเลี่ยงการเคลื่อนย้ายเครื่องในขณะที่มีน้ำอยู่ในถัง เพราะน้ำอาจไหลย้อนเข้าแผงวงจรภายในเครื่องได้
การดูแลอุปกรณ์
-
ควรทำความสะอาดหน้ากาก ท่อ และถังน้ำเพิ่มความชื้นเป็นประจำ เพื่อป้องกันการสะสมของเชื้อโรค ฝุ่น หรือเชื้อรา แต่ไม่ควรตากแดดจัด
-
ควรเปลี่ยนแผ่นกรองอากาศตามระยะเวลาที่ผู้ผลิตแนะนำ เพื่อให้เครื่องสามารถกรองอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กรณีมีอาการผิดปกติ
-
หากใช้เครื่องแล้วมีอาการหูอื้อ เจ็บหน้าอก หรือท้องอืดมากจากการกลืนลม ควรปรึกษาแพทย์เพื่อปรับค่าแรงดันให้เหมาะสม
-
หากเครื่องมีปัญหา ควรส่งตรวจสอบกับศูนย์บริการหรือผู้เชี่ยวชาญ ไม่ควรแกะเครื่องหรือซ่อมเอง
บทความที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือแพทย์
- เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว ยี่ห้อไหนดี ปี 2569 ชี้เป้ารุ่นฮิต ราคาประหยัด สั่งออนไลน์ได้เลย
- เครื่องวัดความดันยี่ห้อไหนดี รุ่นไหนน่าใช้ที่บ้าน ในราคาไม่เกิน 3,000 บาท
- เครื่องชั่งน้ำหนักดิจิทัล ยี่ห้อไหนดี วัดไขมัน วัดองค์ประกอบร่างกายได้ง่าย ๆ ที่บ้าน
- ECMO เครื่องมือแพทย์ชนิดนี้คืออะไร ช่วยชีวิตผู้ป่วยโรคไหนได้บ้าง





