ข้าวโพดเป็นผักหรือผลไม้ คำถามนี้ก็มีคนสงสัยอยู่บ้างเหมือนกัน งั้นลองมาเช็กข้อมูลกันอีกสักที และมีคำเตือนในการกินข้าวโพดสำหรับคนบางกลุ่มด้วย ข้าวโพด เป็นพืชไร่ที่มีรสชาติอร่อย นำมาปรุงอาหารได้หลากหลายเมนูทั้งคาวและหวาน เลยชวนให้หลายคนสงสัยว่า จริง ๆ แล้ว ข้าวโพดเป็นผักหรือผลไม้กันแน่ แล้วประโยชน์ของข้าวโพดมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง หรือมีโทษต่อสุขภาพ ที่คนบางกลุ่มไม่ควรรับประทานหรือเปล่า เอาเป็นว่าวันนี้มาเจาะลึกเรื่องข้าวโพดกันหน่อยดีกว่า จากข้อมูลของกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา (USDA) ระบุว่า ข้าวโพด สามารถเป็นได้ทั้งผัก ผลไม้ หรือธัญพืช ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้แบ่ง ดังนี้ ผลไม้ : ในทางพฤกษศาสตร์จัดว่าข้าวโพดเป็นผลไม้ เพราะเป็นผลผลิตที่ได้มาจากดอกและมีเมล็ดอยู่ภายใน ซึ่งตรงตามหลักพฤกษศาสตร์ของผลไม้ ผัก : ข้าวโพดถือเป็นผักที่มีแป้งได้ หากเก็บเกี่ยวข้าวโพดในช่วงที่ยังอ่อน ยังไม่แก่เต็มที่ ซึ่งช่วงนี้เมล็ดข้าวโพดจะนิ่ม มีของเหลวอยู่ภายใน ธัญพืช : ข้าวโพดที่เก็บเกี่ยวในช่วงแก่เต็มที่จะมีเมล็ดที่แข็งและแห้ง นับว่าเป็นธัญพืชก็ได้เช่นกัน เช่นเดียวกับข้าวสาลีและข้าว ดังนั้น ข้าวโพดจึงเป็นได้ทั้งผัก ผลไม้ ธัญพืช ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาเก็บเกี่ยวและการนำผลผลิตไปใช้ ประโยชน์ของข้าวโพดมีอยู่ไม่น้อย ที่เราเห็นกันเด่นชัดก็คือ เป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ดี ซึ่งมีประโยชน์ในการให้พลังงานแก่ร่างกายอย่างต่อเนื่องและยาวนาน มีใยอาหารในปริมาณสูง ทำให้รู้สึกอิ่มนาน รับประทานอาหารอื่น ๆ ได้น้อยลง ใยอาหารในข้าวโพดมีทั้งชนิดละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ จึงช่วยในการทำงานของลำไส้และระบบย่อยอาหาร พร้อมกับป้องกันอาการท้องผูก มีวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด เช่น วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี วิตามินอี วิตามินเค แมกนีเซียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส โฟเลต ช่วยส่งเสริมสุขภาพโดยรวมหลายระบบ ข้าวโพดสีเหลืองมีวิตามินเอและเบต้าแคโรทีนสูง ส่วนข้าวโพดสีม่วงมีแอนโทไซยานินสูง ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ดีต่อสุขภาพดวงตา เพราะอุดมไปด้วยแคโรทีนอยด์ ที่เรียกว่า ลูทีนและซีแซนทิน ซึ่งสารอาหารทั้ง 2 ชนิดนี้เป็นส่วนประกอบหลักของจอประสาทตา แม้ข้าวโพดจะมีประโยชน์หลายข้อ แต่ก็ยังมีข้อควรระวังที่ต้องรู้ก่อนรับประทาน ข้าวโพดมีคาร์โบไฮเดรตสูง เพียงครึ่งฝักก็ให้พลังงานเท่ากับข้าวสวย 1 ทัพพี หากรับประทานมากเกินไปอาจส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดและน้ำหนักตัว ดังนั้น มื้อไหนที่กินข้าวโพด ควรลดข้าวหรือแป้งในมื้อนั้นด้วย เพื่อจะได้ไม่ต้องรับพลังงานมากเกินความจำเป็น ข้าวโพดมีใยอาหารสูง ซึ่งโดยทั่วไปดีต่อระบบขับถ่าย แต่สำหรับบางคนการกินข้าวโพดในปริมาณมากอาจทำให้เกิดอาการท้องอืด มีลมในท้อง หรือท้องเสียได้เหมือนกัน โดยเฉพาะคนที่มักมีปัญหาในระบบย่อยอาหาร หรือเป็นโรคลำไส้แปรปรวน (IBS) ข้าวโพดมีกรดไฟติก (Phytic acid) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่ง แต่สามารถจับกับแร่ธาตุบางชนิด เช่น เหล็ก สังกะสี แคลเซียม ส่งผลให้ร่างกายดูดซึมแร่ธาตุเหล่านี้ได้น้อยลง อย่างไรก็ตาม การแช่ข้าวโพดทิ้งไว้ในน้ำก่อนนำไปปรุงอาหารจะช่วยลดปริมาณกรดไฟติกได้ ข้าวโพดเป็นพืชชนิดหนึ่งที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อราชนิดไมโคทอกซิน การกินข้าวโพดที่ปนเปื้อนในปริมาณมากจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง หรือเกิดความผิดปกติของระบบประสาท เราจึงควรเลือกซื้อข้าวโพดจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และไม่รับประทานข้าวโพดที่มีลักษณะขึ้นราหรือสีผิดปกติ การรับประทานผลิตภัณฑ์จากข้าวโพดแปรรูป เช่น ป๊อปคอร์นที่ปรุงรสด้วยเกลือและเนย ขนมขบเคี้ยวจากข้าวโพด น้ำเชื่อมข้าวโพดฟรักโทสสูง (High-Fructose Corn Syrup) มากเกินไป อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพต่าง ๆ เช่น น้ำหนักเกิน โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังมีคนบางกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานข้าวโพด หรือกินได้แบบจำกัดปริมาณ เพื่อป้องกันผลข้างเคียงต่าง ๆ อาทิ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ข้าวโพดมีคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลในปริมาณไม่น้อย การรับประทานมากเกินไปอาจส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น คนที่ต้องควบคุมน้ำตาลในเลือดจึงควรจำกัดปริมาณการกิน และเลือกกินข้าวโพดที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งมากนัก สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องการย่อยอาหาร หรือมีภาวะลำไส้แปรปรวน (IBS) ควรระมัดระวังการกินข้าวโพดที่มีใยอาหารสูง และยังมีสารในกลุ่ม FODMAPs ซึ่งเป็นกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยยากและอาจถูกหมักโดยแบคทีเรียในลำไส้ กระตุ้นให้เกิดอาการไม่สบายท้องได้ในบางคน ถ้ารู้ว่าตัวเองแพ้ข้าวโพดจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหลีกเลี่ยงการกินข้าวโพดและผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของข้าวโพด เช่น แป้งข้าวโพด น้ำมันข้าวโพด น้ำเชื่อมข้าวโพด ฯลฯ เพื่อไม่ให้ภูมิแพ้กำเริบ แม้ว่าข้าวโพดจะไม่มีกลูเตน แต่โปรตีนเซอินในข้าวโพดมีโครงสร้างที่คล้ายคลึงกับโพรลามิน (Prolamin) ที่พบในกลูเตน จึงอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาอักเสบในลำไส้ของกลุ่มผู้ป่วยโรคซีลิแอคบางรายได้ ผู้ป่วยจึงควรสังเกตอาการตัวเองว่าหลังจากกินข้าวโพดแล้วมีอาการท้องเสีย ท้องอืด ปวดท้องหรือไม่ หากมีอาการเหล่านี้ก็ไม่ควรกินข้าวโพดในครั้งต่อไป นั่นเพราะข้าวโพดมีกรดไฟติก ซึ่งอาจขัดขวางการดูดซึมแร่ธาตุอย่างเหล็กและสังกะสี คนที่มีภาวะขาดแร่ธาตุเหล่านี้จึงควรระมัดระวังปริมาณการบริโภคข้าวโพด หรือใช้วิธีแช่ข้าวโพดในน้ำทิ้งไว้ค้างคืนก่อนนำมารับประทาน แม้ข้าวโพดเป็นพืชมีคุณค่าทางโภชนาการสูงและมีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลายด้าน แต่เราก็ควรเลือกรับประทานข้าวโพดสด หรือข้าวโพดที่ผ่านการปรุงแต่งน้อย ๆ โดยรับประทานในปริมาณที่ไม่มากจนเกินไป เพื่อรับประโยชน์จากข้าวโพดได้อย่างเต็มที่ ประโยชน์ของข้าวโพด พืชต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงหลายโรค กินข้าวโพดต้มสุกช่วยรักษามะเร็งได้จริงไหม ไขข้อสงสัยกันดีกว่า วิธีต้มข้าวโพด เม็ดเต่งไม่ฟีบ ทำเมนูข้าวโพดได้อร่อยหลากหลาย 14 เมนูขนมจากข้าวโพด อิ่มอร่อยกับความหวานไม่ใช่แค่ต้มกิน ซุปข้าวโพด อาหารฝรั่งหอมอร่อยเข้มข้น อิ่มอุ่นสบายท้อง ขอบคุณข้อมูลจาก : สสส., pmc.ncbi.nlm.nih.gov, healthline.com (1), (2), medicinenet.com