แผลสด มีอะไรบ้าง
-
แผลถลอก : เกิดจากการครูดหรือเสียดสีกับพื้นผิวขรุขระ เช่น หกล้มเข่าถลอก แผลประเภทนี้มักไม่ลึก แต่จะมีเลือดซึมและแสบมาก เพราะเส้นประสาทที่ผิวชั้นนอกถูกเปิดออก
-
แผลถูกของมีคมบาด : เกิดจากวัตถุมีคม เช่น มีดบาด กระดาษบาด หรือเศษแก้วบาด แผลมักมีขอบเรียบ ความลึกขึ้นอยู่กับแรงกด หากแผลไม่ลึกมากสามารถดูแลเองได้ด้วยครีมทาแผลสด แต่ถ้าแผลลึกมากอาจต้องเย็บแผล
-
แผลฉีกขาด : คล้ายแผลบาด แต่ขอบแผลจะรุ่งริ่งหรือไม่เรียบ มักเกิดจากอุบัติเหตุที่มีแรงกระแทกหรือของมีคมที่ไม่เรียบ เช่น ตะปูเกี่ยว หรืออุบัติเหตุจากเครื่องจักร
-
แผลถูกทิ่มตำ : เกิดจากของแหลมเล็กทิ่มลงไป เช่น ตะปูตำ เข็มทิ่ม หนามเกี่ยว แผลประเภทนี้ภายนอกดูเล็ก แต่อาจลึกและเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียใต้ผิวหนังได้ง่าย
-
แผลพองจากความร้อน : เช่น แผลจากน้ำร้อนลวก ถูกไอน้ำ หรือน้ำมันร้อน ๆ แต่ผิวหนังยังไม่หลุดลอกจนเป็นแผลลึก มักมีอาการแดงและแสบร้อน หากเป็นรุนแรงอาจมีตุ่มน้ำพองร่วมด้วย
-
แผลจากรอยสัตว์ข่วนหรือกัด : เช่น แมวข่วน หรือสุนัขกัด มักเป็นแผลตื้น ๆ แต่มีความเสี่ยงเรื่องเชื้อโรคจากน้ำลายสัตว์ จึงต้องทำความสะอาดอย่างเคร่งครัด และควรพบแพทย์ เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักหรือพิษสุนัขบ้า
-
แผลแมลงกัดต่อย : เช่น มดกัด ยุงกัด ส่วนใหญ่จะมีอาการบวม แดง คัน แต่หายเองได้ภายในไม่กี่วันหากไม่มีอาการแพ้
วิธีรักษาแผลสดให้หายไว
การดูแลแผลสดอย่างถูกวิธีเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้แผลหายเร็วและลดโอกาสติดเชื้อ ซึ่งทำได้ดังนี้
-
ก่อนสัมผัสแผลทุกครั้ง ต้องล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาดเพื่อป้องกันเชื้อโรคจากมือเข้าสู่แผล
-
หากมีเลือดออกต้องห้ามเลือดก่อน โดยใช้ผ้าสะอาดหรือผ้าก๊อซกดลงบนแผล ประมาณ 5-10 นาทีจนกว่าเลือดจะหยุดไหล
-
ใช้น้ำสะอาดหรือน้ำเกลือ (Normal Saline) ล้างสิ่งสกปรกออกจากแผล
-
หากต้องการใช้แอลกอฮอล์ ให้เช็ดเฉพาะผิวหนังรอบ ๆ แผลเท่านั้น ห้ามราดบนแผลโดยตรง เพราะแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ทำลายเนื้อเยื่อ จะยิ่งทำให้แผลแสบและหายช้าลง
-
ใส่ยาและทาครีมบำรุง เช่น ยาฆ่าเชื้อ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ หรือใช้ครีมทาแผลสด เพื่อรักษาความชุ่มชื้น ซึ่งจะช่วยให้เซลล์ผิวหนังขยับตัวมาสมานแผลได้ง่ายขึ้น
-
หากแผลอยู่ในจุดที่โดนฝุ่นหรือเสียดสีกับเสื้อผ้าได้ง่าย ให้ปิดแผลด้วยพลาสเตอร์หรือผ้าก๊อซที่ระบายอากาศได้ดี เพื่อป้องกันสิ่งสกปรกและลดการระคายเคือง และหมั่นเปลี่ยนผ้าปิดแผลทุกวัน หรือเปลี่ยนทันทีเมื่อผ้าปิดแผลชื้น
-
พยายามไม่ให้แผลโดนน้ำ ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรีย อีกทั้งอาจทำให้แผลแฉะจนเนื้อเยื่อเปื่อยได้
-
อย่าปล่อยให้แผลแห้งตึงจนเป็นสะเก็ดหนา และอย่าแกะ เกาแผลเด็ดขาด เพราะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดรอยแผลเป็น
-
สังเกตอาการติดเชื้อ หากแผลบวม แดง ร้อน ปวดมากขึ้น หรือมีหนอง ควรรีบไปพบแพทย์
ยาทาแผลสด vs ยาทาแผลเป็น
ต่างกันอย่างไร
ก่อนเลือกซื้อยา สิ่งสำคัญคือต้องแยกแยะระหว่างยาทาแผลสด และยาทาแผลเป็น ให้ชัดเจน เพราะการใช้ยาผิดจังหวะอาจส่งผลให้แผลหายช้าลงหรือเกิดการระคายเคืองได้
-
ยาทาแผลสด (สำหรับแผลเปิด/แผลใหม่) : ใช้ทันทีที่เกิดบาดแผลเพื่อทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค ช่วยลดโอกาสการอักเสบและช่วยให้เนื้อเยื่อสมานตัวได้ดีขึ้น ตัวยามักมีส่วนผสมของสารฆ่าเชื้อ หรือสารสกัดที่ช่วยรักษาความชุ่มชื้นเพื่อให้ผิวฟื้นฟูตามธรรมชาติได้ดียิ่งขึ้น
-
ยาทาแผลเป็น (สำหรับแผลที่ปิดสนิทแล้ว) : เริ่มใช้ได้เมื่อแผลแห้งสนิท ไม่มีเลือด ไม่มีน้ำเหลือง หรือสะเก็ดหลุดออกหมดแล้วเท่านั้น เพื่อช่วยปรับสภาพผิวให้นุ่มนวล ลดความหมองคล้ำ และช่วยให้รอยแผลดูจางลง มักมีส่วนประกอบของซิลิโคนเจล วิตามินอี หรือสารสกัดจากธรรมชาติ ข้อควรระวังคือห้ามทาลงบนแผลสดโดยตรง เพราะอาจทำให้แผลแฉะ ระคายเคือง และเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้
ดังนั้น เมื่อเกิดบาดแผล ให้เริ่มต้นด้วยการใช้ครีมทาแผลสด เพื่อดูแลแผลให้สมานตัวจนแห้งสนิทเสียก่อน หลังจากนั้นจึงค่อยเริ่มใช้ครีมทาแผลเป็น เพื่อฟื้นฟูผิวและลดเลือนรอยแผลเป็นในขั้นตอนต่อไป
วิธีเลือกซื้อครีมทาแผลสด
การเลือกครีมทาแผลไม่ใช่แค่ยี่ห้อไหนก็ได้ แต่ควรดูที่ลักษณะของแผลและส่วนประกอบสำคัญเป็นหลัก ตามนี้
-
เลือกตามประเภทของตัวยา (ส่วนประกอบสำคัญ)
-
แผลสกปรกหรือกังวลเรื่องการติดเชื้อ เช่น หกล้มไถลกับพื้นดิน ทราย ถูกของมีคมที่ขึ้นสนิม แผลในบริเวณที่ต้องสัมผัสสิ่งสกปรกตลอดเวลา : ควรเลือกกลุ่มที่มียาฆ่าเชื้อ (Antiseptics) หรือยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) เพื่อช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อ เช่น
-
โพรวิโดน-ไอโอดีน (Povidone-Iodine) มีสีน้ำตาล หมาะกับแผลสดทั่วไป เช่น แผลเปิด แผลถลอก มีดบาด แผลมีเลือดซึม หรือแผลผ่าตัด แต่ไม่ควรใช้กับแผลที่ลึกหรือกว้างมาก และห้ามใช้ในคนที่แพ้ไอโอดีน
-
คลอร์เฮกซิดีน (Chlorhexidine) ใช้กับแผลสดทั่วไปที่ต้องการความสะอาดสูง นิยมใช้เช็ดรอบแผลเพื่อฆ่าเชื้อ
-
กรดไฮโปคลอรัส (Hypochlorous acid) ช่วยฆ่าเชื้อได้กว้างและรวดเร็ว และมีค่า pH ใกล้เคียงกับผิวหนังมนุษย์ จึงอ่อนโยน ไม่แสบ ไม่ทำลายเนื้อเยื่อที่ดี ใช้ได้กับแผลสด แผลถลอก แผลพุพอง แผลเรื้อรัง แผลกดทับ แผลผ่าตัด รวมทั้งแผลในบริเวณบอบบาง
-
มิวไพโรซีน (Mupirocin) เป็นยาปฏิชีวนะที่เหมาะกับแผลติดเชื้อแบคทีเรีย หรือแผลที่หายช้า ช่วยลดการเกิดหนองและทำให้แผลสะอาดจากภายใน
-
-
เน้นเรื่องแผลสมาน-ฟื้นฟูผิว : ควรเลือกสูตรที่มีสารช่วยกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ เช่น โปรวิตามิน บี 5 (Dexpanthenol), สารสกัดใบบัวบก, ไกลโคโปรตีน หรือเซราไมด์ สารกลุ่มนี้จะช่วยเร่งให้ผิวสร้างเซลล์ใหม่มาปิดแผล ทำให้แผลเรียบขึ้น ลดโอกาสเกิดรอยแผลเป็น
-
เน้นเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว : กรณีแผลแห้งตึง แสบ ระคายเคืองมาก ควรเลือกสูตรที่มีส่วนผสมของไฮโดรเจล วิตามินอี กลีเซอรีน น้ำมันมิเนอรัล หรือว่านหางจระเข้ เพื่อป้องกันไม่ให้แผลแห้งจนปริแตก ซึ่งจะทำให้เจ็บและหายช้า
-
-
เลือกให้เหมาะกับเนื้อสัมผัส
-
แบบน้ำ : ลักษณะเป็นน้ำใสหรือสีน้ำตาล เช่น โพวิโดน-ไอโอดีน ใช้สำหรับชะล้างและฆ่าเชื้อในขั้นตอนแรก เพื่อทำความสะอาดแผลที่ปนเปื้อน อย่างแผลจากการหกล้ม มีดบาด แผลฉีกขาด แต่มักไม่ช่วยฟื้นฟูผิวหรือป้องกันรอยแผลเป็น
-
แบบขี้ผึ้ง : เนื้อเข้มข้น เคลือบแผลได้นาน เหมาะกับแผลที่ค่อนข้างแห้ง แผลไม่ลึกมาก แผลบริเวณกว้าง หรือแผลที่ต้องปิดพลาสเตอร์ทับ เพื่อป้องกันผ้าก๊อซติดแผล
-
แบบครีม : เนื้อซึมซาบไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ เหมาะกับแผลถลอกทั่วไป หรือแผลที่เริ่มตกสะเก็ดหรือใกล้แห้งแล้ว แต่ไม่เหมาะกับแผลขนาดใหญ่เพราะเกลี่ยยากกว่าแบบน้ำ
-
แบบเจล : เนื้อบางใส เย็นสบายผิว ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้แผล เหมาะกับแผลสดที่เริ่มแห้ง หรือแผลพองน้ำร้อนลวก เพราะจะช่วยลดอุณหภูมิผิวและป้องกันไม่ให้สะเก็ดแผลแข็งเกินไปจนรั้งผิว
-
แบบฟิล์มใสเคลือบแผล : เป็นของเหลวใส เมื่อแห้งแล้วจะกลายเป็นแผ่นฟิล์มบาง ๆ เคลือบผิวไว้ ฟิล์มจะยืดหยุ่นไปกับผิวหนัง ช่วยป้องกันสิ่งสกปรกเข้าแผลได้ดี กันน้ำได้ จึงเหมาะสำหรับแผลถูกบาดเล็กน้อย แผลที่ข้อนิ้ว แผลรองเท้ากัด หรือจุดที่ปิดพลาสเตอร์ยาก อย่างไรก็ตาม อาจจะรู้สึกแสบเล็กน้อยตอนทาครั้งแรก
-
แบบสเปรย์ : แห้งไว ใช้งานง่าย เพราะไม่ต้องใช้นิ้วสัมผัสแผลโดยตรง จึงช่วยลดการปนเปื้อนเชื้อโรค เหมาะกับแผลตื้น ๆ หรือแผลที่อยู่บริเวณกว้าง
-
-
เลือกผลิตภัณฑ์ที่ทาแล้วไม่รู้สึกแสบ และไม่เหนียวเหนอะหนะ
-
เลือกสูตรที่ไม่มีน้ำหอม ไม่มีสเตียรอยด์ ไม่มีพาราเบน หรือไม่มีแอลกอฮอล์ เพื่อป้องกันอาการแสบ ระคายเคือง หรือผื่นแพ้ ซึ่งจะทำให้แผลอักเสบหนักกว่าเดิม
-
ตรวจสอบเลขที่จดแจ้ง/เลขทะเบียนตำรับยา และวันหมดอายุบนบรรจุภัณฑ์เสมอ เพราะยาที่หมดอายุแล้วนอกจากจะรักษาไม่ได้ผล ยังอาจเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค
-
เลือกขนาดให้เหมาะกับการใช้งาน ถ้าเน้นพกพาควรเลือกขนาดเล็ก หากใช้ที่บ้านสามารถเลือกขนาดใหญ่ ซึ่งประหยัดและใช้ได้นานกว่า
-
อ่านคำเตือนและข้อบ่งใช้บนฉลากผลิตภัณฑ์ทุกครั้งก่อนซื้อยา
-
ผู้ที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคเบาหวาน หรือมีแผลเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนใช้
-
ควรซื้อจากร้านขายยาที่มีเภสัชกรให้คำแนะนำ
เมื่อเข้าใจความแตกต่างของตัวยาแต่ละชนิดแล้ว ก็ถึงเวลาเลือกไอเทมดูแลแผลมาติดบ้านกัน โดยเรารวบรวมทั้งแบบน้ำ, ครีม, เจล, ขี้ผึ้ง หรือนวัตกรรมใหม่อย่างแบบฟิล์มและสเปรย์มาให้พิจารณากันแล้ว
ครีมทาแผล ยาทาแผลสด
ยี่ห้อไหนดี
1. ยาทาแผล เพียวริดีน (Puridine)
ภาพจาก : siribuncha.com
เพียวริดีน ศิริบัญชา ยาใส่แผลขวดสีเหลือง เป็นยาสามัญประจำบ้านที่หลายคนคุ้นเคย มีตัวยาสำคัญคือ โพวิโดน-ไอโอดีน 10% ใช้สำหรับทาแผลสด เช่น แผลถลอก แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก รวมถึงแผลทั่วไปต่าง ๆ ช่วยฆ่าเชื้อโรคบนผิวหนัง สามารถใช้ทาแผลก่อนและหลังการผ่าตัดได้ โดยไม่ก่อให้เกิดอาการแสบแผล เด็กก็สามารถใช้ได้
-
วิธีใช้ : ใช้สำลีสะอาดชุบยาแล้วทาที่แผล
-
ราคาปกติ : ขนาด 15 มิลลิลิตร 20 บาท / ขนาด 30 มิลลิลิตร 30 บาท
2. ครีมทาแผล โลบีเนต อินวิโกเรต สกิน (Lobenate Invigorate Skin)
ภาพจาก : Fascino Official Shop
Lobenate Invigorate Skin ครีมทาแผลในรูปแบบขี้ผึ้ง ที่หลายคนคุ้นเคยกันในชื่อเดิมว่า Fullext Ointment มีส่วนผสมของสารที่ช่วยดูแลแผลและผิวหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นคลอร์เฮกซิดีนไดกลูโคเนต ที่ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย, ไกลโคโปรตีน ช่วยเสริมการสมานแผล, สารสกัดว่านหางจระเข้ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว และสารสกัดใบบัวบก ที่ช่วยให้แผลฟื้นตัวได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมี ไบโอฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยเสริมการฟื้นฟูผิว สูตรนี้จึงช่วยได้ทั้งฆ่าเชื้อและสมานแผล พร้อมลดโอกาสเกิดรอยแผลเป็น เหมาะสำหรับใช้กับแผลสด แผลกดทับ แผลเบาหวาน หรือแผลเรื้อรัง
-
วิธีใช้ : ล้างแผลแล้วทาครีมในบริเวณที่ต้องการ
-
ราคาปกติ : ขนาด 20 กรัม 195 บาท
3. ครีมทาแผล บีแพนเธน เฟิร์สเอด ครีม (Bepanthen First Aid Cream)
ภาพจาก : bepanthen.co.th
ครีมทาแผล บีแพนเธน เฟิร์สเอด มีตัวยาแอนตี้เซปติก ช่วยดูแลแผลอย่างอ่อนโยน ด้วยส่วนผสมของคลอเฮกซิดีนไดไฮโดรคลอไรด์ 0.5% ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียบริเวณบาดแผล พร้อมด้วยโปรวิตามินบี 5 (เด็กซ์แพนธีนอล 5%) ที่ซึมเข้าสู่ผิว ช่วยกระตุ้นการสมานแผลตามธรรมชาติ ใช้ทาแผลทั่วไป เช่น แผลจากของมีคมบาด แผลถลอก แผลไฟไหม้ หรือน้ำร้อนลวก เนื้อครีมไม่มัน ไม่เหนียวเหนอะหนะ แต่ไม่แนะนำให้ใช้กับผิวหนังที่อักเสบจากการระคายเคืองซึ่งไม่มีการติดเชื้อ เช่น อาการแพ้แดดนะคะ
-
วิธีใช้ : ล้างแผลให้สะอาด แล้วทาครีมบริเวณที่มีอาการวันละครั้งหรือหลายครั้ง จนกระทั่งแผลหาย
-
ราคาประมาณ : ขนาด 30 กรัม 180 บาท
4. ฟิล์มเคลือบปิดแผล Smooth E New Skin Liquid Plaster
ภาพจาก : smooth-e.com
Smooth E New Skin Liquid Plaster พลาสเตอร์เจลแบบเหลว ใช้ง่าย แค่ทาลงบนแผล เจลจะกลายเป็นฟิล์มบาง ๆ เคลือบแผลไว้ ช่วยกันน้ำ ลดการเสียดสี และป้องกันฝุ่นหรือสิ่งสกปรกไม่ให้เข้าแผล โดยไม่ต้องทายาใส่แผลเพิ่ม จึงช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น ใช้แทนพลาสเตอร์ยาได้สบาย ๆ เหมาะกับแผลบาด แผลถลอก แผลเปิด แผลจากการแกะเกา เล็บฉีก หรือหนังลอก ตัวฟิล์มยืดหยุ่น ติดแน่น ไม่หลุดง่าย ไม่ต้องแกะออก เพราะฟิล์มจะค่อย ๆ หลุดเองภายในประมาณ 5-7 วัน
-
วิธีใช้ : ทำความสะอาดเเผลเเละทิ้งไว้ให้เเผลเเห้ง เเล้วจึงป้าย Smooth E New Skin Liquid Plaster ทิ้งไว้ 1-3 นาทีจะเกิดเป็นฟิล์มบาง ๆ เคลือบเเผลไว้
-
ราคาปกติ : ขนาด 4 มิลลิลิตร 120 บาท
5. ยาทาแผล เบตาดีน ออยเมนท์ (Betadine Ointment)
ภาพจาก : betadine.global
ใครที่ชอบยาทาแผลเนื้อขี้ผึ้ง ลองดู เบตาดีน ออยเมนท์ ขี้ผึ้งใส่แผลที่มีตัวยาโพวิโดน-ไอโอดีน 10% ช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา ลดความเสี่ยงแผลลุกลามตั้งแต่ระยะแรก เนื้อขี้ผึ้งจะช่วยคงความชุ่มชื้นให้แผล ด้วยชั้นฟิล์มเคลือบผิว ไม่ทำให้แผลแห้งตึง พร้อมดูแลผิวบริเวณแผลให้ฟื้นตัวได้อย่างเหมาะสม สามารถใช้กับแผลติดเชื้อ แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก และแผลพุพอง ที่สำคัญก็คือ ปราศจากแอลกอฮอล์ ไม่แสบขณะใช้ ล้างออกง่าย และไม่ทิ้งคราบเปื้อนเสื้อผ้าด้วยนะ
-
วิธีใช้ : ทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำยาทำความสะอาดแผล จากนั้นทาเบตาดีน ออยเมนท์ บริเวณแผล หรือใช้ผ้าก๊อซชุบยาปิดบนบาดแผล วันละ 2 ครั้ง
-
ราคาประมาณ : ขนาด 50 กรัม 200 บาท
6. ดอกเตอร์พงศ์ 3 เอส ฟิล์ม ฟอร์มมิ่ง สการ์ เจล (Dr.PONG 3S film forming scar gel)
ภาพจาก : Dr. Pong shop
Dr.PONG 3S film forming scar gel เจลซิลิโคนทางการแพทย์จากซิลิโคน 3 ชนิด ที่ช่วยสร้างฟิล์มบาง ๆ เคลือบผิว เพื่อปกป้องแผลใหม่จากสิ่งสกปรกและแบคทีเรีย ไม่ให้มารบกวนการสมานแผล จึงช่วยให้รอยแผลดูเรียบเนียนขึ้น และลดโอกาสเกิดรอยแผลเป็น ข้อดีก็คือ เนื้อเจลบางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ ปราศจากแอลกอฮอล์ พาราเบน และน้ำหอม จึงสามารถใช้ได้แม้บริเวณใบหน้า
-
วิธีใช้ : ล้างแผล แล้วทาเจลลงบนรอยแผลบาง ๆ เป็นประจำทุกวัน เช้า-เย็น อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 14-30 วัน ผลลัพธ์ขึ้นกับแต่ละบุคคล
-
ราคาปกติ : ขนาด 10 กรัม 199 บาท
7. ครีมทาแผล แบคเท็กซ์ (Bactex)
ภาพจาก : Bactex Thailand
Bactex ขี้ผึ้งรักษาแผลหลอดสีส้ม มีตัวยามิวไพโรซิน ช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง ทำให้แผลสมานได้ไวขึ้น เพื่อลดโอกาสเกิดแผลเป็น เหมาะสำหรับแผลสด แผลมีดบาด แผลถลอก แผลอักเสบ แผลติดเชื้อ แผลมีหนอง แผลน้ำร้อนลวก และยังมีตัวยาที่ช่วยให้ความชุ่มชื้นกับผิวหนัง ลดการเกิดแผลแตกแห้งเป็นสะเก็ด ใช้แล้วไม่แสบ ทาได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่เลย
-
วิธีใช้ : ล้างแผลให้สะอาดแล้วทาขี้ผึ้งลงบนแผล
-
ราคาประมาณ : ขนาด 5 กรัม 70-80 บาท / ขนาด 15 กรัม 180-200 บาท
8. เดอร์โมดาซิน วูนด์ แคร์ สเปรย์ (Dermodacyn Wound Care Spray)
ภาพจาก : vetsynova.com
Dermodacyn Wound Care Spray ขวดนี้เป็นยาใส่แผลในรูปแบบสเปรย์ ที่มีส่วนประกอบของกรดไฮโปคลอรัส ช่วยฆ่าเชื้อโรค พร้อมเพิ่มความชุ่มชื้นให้เนื้อเยื่อที่ตาย และส่งเสริมการสมานแผลให้หายเร็วขึ้น สามารถใช้ได้กับแผลหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นแผลสด แผลเรื้อรัง แผลเบาหวาน แผลมีดบาด แผลไฟไหม้ แผลถลอก แผลติดเชื้อ แผลกดทับ หรือแผลผ่าตัด อีกทั้งยังปราศจากสเตียรอยด์ ยาปฏิชีวนะ และแอลกอฮอล์ มีค่า pH เป็นกลาง จึงอ่อนโยน ไม่ระคายเคืองต่อผิวหนังและดวงตา
-
วิธีใช้ : เขย่าขวดก่อนใช้งาน กรณีแผลสดให้ฉีดพ่น 3-4 ครั้งต่อวัน หากเป็นแผลเรื้อรัง ควรฉีดพ่นหรือแช่น้ำยา นาน 10-15 นาที วันละ 1 ครั้ง
-
ราคาปกติ : ขนาด 60 มิลลิลิตร 495 บาท
ข้อควรระวังในการใช้ยาทาแผลสด
เพื่อให้แผลหายดีและลดความเสี่ยงการติดเชื้อ ควรคำนึงถึงข้อควรระวังต่อไปนี้
-
ครีมหรือยาใส่แผลใช้สำหรับผิวหนังภายนอกเท่านั้น ห้ามรับประทาน
-
ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือก่อนทุกครั้ง เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกและลดการติดเชื้อ ก่อนทายารักษาแผลทุกครั้ง
-
ทายาเพียงบาง ๆ ให้ทั่วบริเวณแผล ไม่จำเป็นต้องทาหนาหรือบ่อยเกินไป เพื่อป้องกันการระคายเคือง
-
หลีกเลี่ยงการใช้ยาทาแผลลึก แผลรุนแรง แผลขนาดใหญ่ แผลที่มีการสัมผัสเชื้อมาก หรือแผลที่มีเลือดออกมาก ซึ่งแผลเหล่านี้ต้องการการดูแลรักษาโดยแพทย์
-
ไม่ควรใช้ยาติดต่อกันเป็นนานเกินไป หากแผลไม่ดีขึ้นภายใน 3-5 วัน หรือมีอาการแย่ลง ควรหยุดใช้และปรึกษาแพทย์
-
เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนซื้อยามาใช้เอง
-
หากกำลังรับประทานยาหรือใช้ยาทาประเภทอื่นอยู่ ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อป้องกันปฏิกิริยาระหว่างยา
-
ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ยาหรือส่วนประกอบตัวใดตัวหนึ่งของยา จึงควรตรวจสอบส่วนประกอบบนฉลากก่อนใช้
-
หากมีอาการคัน ผื่นแดง หรือบวมผิดปกติ ให้หยุดใช้ยาและล้างออกทันที
-
หากแผลมีหนอง บวมแดง ปวดตุบ ๆ หรือมีไข้ร่วมด้วย เป็นสัญญาณของการติดเชื้อ ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน
บทความที่เกี่ยวข้องกับบาดแผล
- ครีมลดรอยแผลเป็น ยาทารอยแผลเป็น ยี่ห้อไหนดี ช่วยให้รอยดำจางลง ใช้ได้ทั้งผิวหน้า-ผิวกาย
- วิธีทำให้แผลแห้ง ตกสะเก็ดเร็ว ห่างไกลรอยแผลเป็น
- เป็นแผลกินไข่ได้ไหม กินอาหารอะไรดีให้แผลหายเร็ว
- แผลพุพองจากความร้อนทำไงดี แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ใช้อะไรทาบรรเทาอาการ
- น้ำเกลือล้างแผล ยี่ห้อไหนดี พร้อมประโยชน์ที่มากกว่าทำความสะอาด
ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : โรงพยาบาลพญาไท, siribuncha.com, betadine.global, smooth-e.com, Dr. Pong shop, Fascino Official Shop, สามัคคีเภสัช, Bactex Thailand, vetsynova.com






