ผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนัก คุ้มเสี่ยงไหม ? เจาะข้อดี-ข้อเสียที่คนอยากผอมต้องอ่าน

          ผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนัก ราคาเท่าไหร่ เหมาะกับใคร และมีข้อดี-ข้อเสียอะไรที่ควรรู้ เพราะนี่คือการตัดสินใจครั้งสำคัญที่อาจเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตในระยะยาว
ผ่าตัดกระเพาะอาหารลดน้ําหนัก

          โรคอ้วน ไม่ใช่เพียงเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอก แต่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคเรื้อรังหลายชนิด ทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคหัวใจ แม้หลายคนจะพยายามควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย หรือใช้ยาลดน้ำหนักแล้วก็ตาม แต่ผลลัพธ์อาจยังไม่ชัดเจน ดังนั้น การผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก (Bariatric Surgery) จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกทางการแพทย์ที่ได้รับความสนใจมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจผ่าตัดไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ วันนี้เราเลยอยากชวนมาศึกษาข้อดี-ข้อเสียของการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนัก และความเสี่ยงที่ควรทำความเข้าใจอย่างรอบด้าน เพื่อประกอบการตัดสินใจอย่างรอบคอบและปลอดภัยค่ะ

ผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนัก คืออะไร

          การผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนัก (Bariatric Surgery) คือการทำหัตถการเพื่อลดขนาดกระเพาะอาหารหรือปรับเปลี่ยนโครงสร้างของระบบทางเดินอาหาร ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการจำกัดปริมาณการรับประทานและการดูดซึมอาหารให้ลดลง โดยกลไกสำคัญคือการตัดส่วนของกระเพาะที่ผลิตฮอร์โมนควบคุมความหิวออกไป ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้นและมีความอยากอาหารลดลงอย่างเป็นธรรมชาติ จึงถือเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพในการช่วยลดน้ำหนักและรักษาโรคเรื้อรังที่เกิดจากภาวะอ้วนรุนแรงได้อย่างยั่งยืน

ผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนัก เพื่ออะไร

ผ่าตัดกระเพาะอาหารลดน้ําหนัก

          เป้าหมายสูงสุดของการผ่าตัดกระเพาะอาหารไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขบนตาชั่งที่ลดลง แต่คือการรักษาและป้องกันปัญหาสุขภาพร้ายแรงที่เกิดจากภาวะอ้วนลงพุง ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะกลุ่มโรคต่อไปนี้

  • โรคเบาหวานชนิดที่ 2 : การผ่าตัดช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดกลับมาปกติได้รวดเร็ว  

  • โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด : ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ ภาวะหลอดเลือดสมองตีบ (Stroke) และช่วยควบคุมความดันโลหิตสูงให้กลับเข้าสู่เกณฑ์ปกติ

  • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) : การลดไขมันช่วงลำคอและช่องท้องช่วยให้การหายใจสะดวกขึ้น ลดความเสี่ยงการเสียชีวิตเฉียบพลันขณะนอนหลับ

  • โรคไขมันพอกตับ : ป้องกันความเสี่ยงที่จะลุกลามไปสู่ภาวะตับแข็งในอนาคต

  • ลดความเสี่ยงโรคมะเร็งบางชนิด : เช่น มะเร็งเต้านม, เยื่อบุโพรงมดลูก และมะเร็งต่อมลูกหมาก ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงกับภาวะอ้วนและฮอร์โมนที่ผิดปกติ

  • ปัญหาระบบข้อต่อและกระดูก : ลดภาระการแบกรับน้ำหนักของข้อเข่าและกระดูกสันหลัง ช่วยให้การเคลื่อนไหวกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

ผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนัก 
เหมาะกับใคร

          การผ่าตัดกระเพาะไม่ใช่ทางเลือกแรกสำหรับทุกคนที่มีน้ำหนักเกิน แต่เป็นทางออกของคนที่มีภาวะอ้วนรุนแรงและมีปัญหาสุขภาพเรื้อรัง โดยแพทย์จะประเมินความพร้อมและพิจารณาตามเกณฑ์ความเหมาะสม ดังนี้ค่ะ

  • ดัชนีมวลกาย (BMI) สูงเกิน 32.5 ขึ้นไป ร่วมกับมีโรคร่วมที่เกิดจากภาวะอ้วน

  • อายุระหว่าง 18-65 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายยังสามารถฟื้นตัวหลังผ่าตัดได้ดี

  • เคยพยายามลดน้ำหนักด้วยวิธีปกติ เช่น ควบคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างเต็มที่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญแล้ว แต่น้ำหนักยังคงนิ่งหรือเพิ่มขึ้นจนกระทบสุขภาพ

  • ไม่มีข้อห้ามร้ายแรงในการรับยาสลบหรือการผ่าตัด รวมถึงไม่เป็นโรคทางจิตเวชรุนแรงที่อาจส่งผลต่อพฤติกรรมการกินหลังผ่าตัด

  • สามารถปฏิบัติและให้ความร่วมมือในการรักษากับแพทย์ได้

ผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนัก
มีวิธีไหนบ้าง

          การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหารมีหลายเทคนิค แต่ปัจจุบันที่ได้รับความนิยมและใช้กันอย่างแพร่หลายมีอยู่ 2 วิธีหลัก ได้แก่ การผ่าตัดแบบสลีฟ และการผ่าตัดแบบบายพาส ซึ่งแต่ละวิธีมีหลักการ ข้อดี และข้อจำกัดแตกต่างกัน

1. ผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหารแบบสลีฟ (Sleeve Gastrectomy)

ผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหารแบบสลีฟ

          เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน ศัลยแพทย์จะตัดกระเพาะอาหารออกประมาณ 70-80% เหลือไว้ราว 20% ให้มีลักษณะเป็นท่อเล็ก ๆ คล้ายแขนเสื้อ (Sleeve) เพื่อให้อาหารผ่านเข้าสู่ลำไส้เล็กได้ตามปกติ แต่ปริมาณที่รับประทานได้จะลดลงอย่างมาก โดยเฉลี่ยมื้อละประมาณ 150-200 มิลลิลิตร

          นอกจากนี้ ส่วนกระเพาะที่ถูกตัดออกยังเป็นบริเวณที่ผลิตฮอร์โมนความหิว (Ghrelin) เมื่อปริมาณฮอร์โมนลดลง ความอยากอาหารก็ลดลงตามไปด้วย ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น บางคนรับประทานเพียงไม่กี่คำก็รู้สึกแน่นแล้ว

ข้อดี

  • น้ำหนักลดลงได้ประมาณ 50-60% ของน้ำหนักส่วนเกินภายใน 1 ปี

  • ไม่มีการตัดต่อลำไส้ การดูดซึมสารอาหารยังใกล้เคียงธรรมชาติ

  • ฮอร์โมนความหิวลดลง ช่วยควบคุมพฤติกรรมการกินได้ง่ายขึ้น

  • โอกาสเกิดภาวะขาดสารอาหารรุนแรงน้อยกว่าแบบบายพาส

  • ส่วนใหญ่ผ่าตัดด้วยวิธีส่องกล้อง แผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว มักลุกเดินได้ใน 1-2 วัน

  • มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนโดยรวมต่ำกว่าวิธีบายพาส

ข้อควรพิจารณา

  • ไม่สามารถย้อนกลับได้ เพราะกระเพาะส่วนหนึ่งถูกตัดออกถาวร

  • บางรายอาจมีอาการกรดไหลย้อนมากขึ้น

  • หากไม่ปรับพฤติกรรมการกิน กระเพาะสามารถขยายตัวได้ ทำให้น้ำหนักกลับเพิ่ม

  • มีความเสี่ยงรอยเย็บรั่วซึมหรือเลือดออกในระยะแรก แม้โอกาสเกิดจะค่อนข้างต่ำ

2. ผ่าตัดบายพาสกระเพาะอาหาร (Gastric Bypass)

ผ่าตัดบายพาสกระเพาะอาหาร

          เป็นการผ่าตัดที่ลดขนาดกระเพาะอาหารร่วมกับการทำทางลัดของลำไส้ ศัลยแพทย์จะทำกระเพาะส่วนต้นให้เหลือเป็นถุงเล็ก ๆ คล้ายลูกกอล์ฟ ขนาดประมาณ 20-30 มิลลิลิตร จากนั้นนำลำไส้เล็กส่วนกลางมาต่อเข้ากับกระเพาะถุงใหม่นี้ เมื่อรับประทานอาหาร อาหารจะผ่านกระเพาะส่วนใหญ่และลำไส้เล็กช่วงต้นไปโดยตรง ส่งผลให้กินได้น้อยลง และดูดซึมสารอาหารลดลง จึงช่วยลดน้ำหนักได้มาก

ข้อดี

  • ลดน้ำหนักได้มากกว่าแบบสลีฟ โดยอาจลดได้ 60-80% ของน้ำหนักส่วนเกินภายใน 12-18 เดือน

  • ควบคุมเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ดี ระดับน้ำตาลในเลือดมักดีขึ้นอย่างชัดเจน

  • ช่วยลดความดันในกระเพาะและทำทางลัดใหม่ จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่มีปัญหากรดไหลย้อนรุนแรง

  • ช่วยลดพฤติกรรมการกินหวาน เพราะหากรับประทานน้ำตาลหรือแป้งขัดขาวมากเกินไป อาจเกิดอาการใจสั่น คลื่นไส้ เหงื่อแตก หรือท้องเสีย ซึ่งเรียกว่า Dumping Syndrome

ข้อควรพิจารณา

  • เสี่ยงต่อการขาดสารอาหารมากกว่า เนื่องจากอาหารไม่ได้ผ่านการดูดซึมจากลำไส้บางส่วน จึงต้องรับประทานวิตามินและแร่ธาตุเสริม เช่น แคลเซียม ธาตุเหล็ก และวิตามิน B12 อย่างเคร่งครัดตลอดชีวิต

  • ขั้นตอนผ่าตัดซับซ้อนกว่า มีการตัดต่อลำไส้หลายตำแหน่ง จึงมีความเสี่ยงรอยต่อรั่วหรือภาวะลำไส้อุดตันในอนาคตมากกว่าแบบสลีฟ

  • อาจเกิดอาการ Dumping Syndrome หากรับประทานอาหารหวานหรือมันมากเกินไป

  • ใช้เวลาผ่าตัดนานกว่า และค่าใช้จ่ายมักสูงกว่า

ผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนัก 
มีข้อดีอะไรบ้าง

ผ่าตัดกระเพาะอาหาร ข้อดี

          การผ่าตัดกระเพาะอาหารไม่ใช่การศัลยกรรมเพื่อความงาม แต่เป็นการรักษาทางการแพทย์สำหรับภาวะโรคอ้วน โดยเฉพาะในผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากหรือมีโรคร่วม ซึ่งมีข้อดีคือ

ช่วยลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ

          ในคนที่มีน้ำหนักตัว 100-200 กิโลกรัม การผ่าตัดอาจเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการช่วยให้น้ำหนักลดลงสู่ระดับที่ปลอดภัยภายในประมาณ 1 ปี เนื่องจากในภาวะที่ข้อเข่าและข้อต่อต้องแบกรับน้ำหนักมาก การออกกำลังกายอย่างเข้มข้นอาจทำได้ยากและเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ

ลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังหลายชนิด

          งานวิจัยพบว่าการผ่าตัดกระเพาะสามารถช่วยควบคุมโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้อย่างมีนัยสำคัญ บางรายอาการดีขึ้นจนลดหรือหยุดยาได้ นอกจากนี้ยังช่วยลดความดันโลหิตสูง ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) หอบหืด โรคหัวใจ ไขมันพอกตับ ข้อเสื่อม และหลอดเลือดขอดได้อีกด้วย

ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนความหิว

          การตัดกระเพาะส่วนที่ผลิตฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin) ซึ่งเกี่ยวข้องกับความหิวออกไป ทำให้ระดับฮอร์โมนลดลง ผู้ป่วยจึงรู้สึกอิ่มเร็วขึ้น และลดอาการโหยอาหารที่มักเกิดขึ้นจากการควบคุมอาหารด้วยตนเอง

ส่งผลดีต่อสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิต

          เมื่อร่างกายเคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น อาการปวดข้อบรรเทาลง และรูปร่างเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น มักส่งผลเชิงบวกต่อความมั่นใจ ลดภาวะซึมเศร้าที่เกี่ยวข้องกับภาพลักษณ์ และทำให้คุณภาพชีวิตโดยรวมดีขึ้น

ผ่าตัดกระเพาะอาหาร 
กับข้อเสียและความเสี่ยงที่ต้องรู้

ผ่าตัดกระเพาะอาหาร ข้อเสีย

           แม้การผ่าตัดกระเพาะอาหารจะเป็นการรักษาโรคอ้วนที่มีประสิทธิภาพ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความเสี่ยงเลย จึงควรทำความเข้าใจข้อจำกัดและผลกระทบระยะยาวอย่างรอบด้าน คือ

ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด

          โดยทั่วไป การผ่าตัดกระเพาะอาหารมีความปลอดภัยในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อทำในโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐานและโดยศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดใหญ่ทุกประเภทยังคงมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น

  • รอยเย็บรั่วหรือรอยต่อของลำไส้ตีบ

  • เลือดออกบริเวณแผลผ่าตัด

  • การติดเชื้อ

  • ภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่ขาหรือปอด

  • ไส้เลื่อนบริเวณแผลผ่าตัด

  • ภาวะท่อน้ำดีอุดตันหรือนิ่วในถุงน้ำดี

          แม้อัตราการเกิดจะไม่สูง แต่จำเป็นต้องได้รับการติดตามอาการอย่างใกล้ชิดในช่วงหลังผ่าตัด

ต้องปรับพฤติกรรมการกินอย่างเคร่งครัดตลอดชีวิต

          หลังผ่าตัด กระเพาะอาหารจะมีขนาดเล็กลงมาก จึงไม่สามารถรับประทานอาหารปริมาณมากได้เหมือนเดิม การกินเร็ว กินคำใหญ่ หรือดื่มน้ำรวดเดียวมาก ๆ อาจทำให้แน่นท้อง คลื่นไส้ หรืออาเจียนได้

  • อาหารบางประเภทควรหลีกเลี่ยงหรือจำกัดปริมาณ เช่น

  • อาหารที่ย่อยยาก (เนื้อสัตว์เหนียว ๆ ธัญพืชไม่ขัดสีบางชนิด ถั่วบางประเภท)

  • อาหารไขมันสูง ของทอด

  • อาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง

  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

          หากไม่ปรับพฤติกรรมอาจทำให้น้ำหนักกลับเพิ่มขึ้น หรือเกิดอาการไม่สบายทางระบบทางเดินอาหาร

เสี่ยงต่อภาวะขาดสารอาหารระยะยาว

          โดยเฉพาะคนที่ผ่าตัดแบบบายพาส การดูดซึมสารอาหารจะลดลง ทำให้เสี่ยงต่อการขาดวิตามินและแร่ธาตุ เช่น วิตามิน B12, ธาตุเหล็ก, กรดโฟลิก และแคลเซียม เป็นต้น จึงงจำเป็นต้องรับประทานวิตามินและอาหารเสริมตามแพทย์สั่งอย่างต่อเนื่อง และตรวจเลือดติดตามสม่ำเสมอ หากละเลย อาจเกิดภาวะโลหิตจาง อ่อนเพลีย ชาปลายมือปลายเท้า หรือกระดูกพรุนในระยะยาวได้

ผิวหนังหย่อนคล้อยหลังน้ำหนักลดเร็ว

          เมื่อไขมันใต้ผิวหนังลดลงอย่างรวดเร็ว ผิวหนังที่เคยขยายตามน้ำหนักตัวอาจไม่สามารถหดกลับได้ทัน ทำให้เกิดผิวหนังหย่อนคล้อยบริเวณแขน หน้าท้อง ต้นขา หรือสะโพก ในบางคนอาจเกิดผื่น กลิ่นอับ การอักเสบ หรือการติดเชื้อบริเวณรอยพับของผิวหนัง และบางคนอาจเลือกทำศัลยกรรมตกแต่งเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขในภายหลัง

ผลกระทบทางจิตใจและการปรับตัว

          แม้น้ำหนักที่ลดลงจะส่งผลดีต่อความมั่นใจ แต่การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของร่างกาย พฤติกรรมการกิน และวิถีชีวิต อาจทำให้บางคนเกิดความเครียดที่ไม่สามารถกินได้เหมือนเดิม ต้องกินทีละนิด หรือปรับตัวได้ยาก จึงควรมีทีมสหสาขาวิชาชีพ เช่น แพทย์ นักโภชนาการ และนักจิตวิทยาช่วยดูแลร่วมกัน

สรุปการดูแลตัวเอง
หลังผ่าตัดกระเพาะอาหาร

ระยะฟื้นตัวช่วงแรก

  • เลือกรับประทานอาหารเหลวใส หรือกินอาหารทางการแพทย์แบบชง สูตรครบ 5 หมู่ 1-2 สัปดาห์ แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นอาหารอ่อน และปรับเลือกกินอาหารตามคำแนะนำของแพทย์ 

  • จิบน้ำระหว่างวันเพื่อให้ร่างกายไม่ขาดน้ำ แต่ไม่ควรดื่มพร้อมมื้ออาหาร เพื่อหลีกเลี่ยงอาการไม่สบายท้อง

  • พักผ่อนเพียงพอในช่วงแรกและหลีกเลี่ยงการยกของหนัก

  • อาจรู้สึกแน่นท้อง อ่อนเพลีย หรือคลื่นไส้ในช่วงปรับตัว ซึ่งมักจะดีขึ้นเมื่อร่างกายปรับตัวได้

โภชนาการและการกินอาหาร

  • ควรรับประทานมื้อเล็ก ๆ และเป็นเวลา แทนอาหารมื้อใหญ่

  • เลือกอาหารโปรตีนสูงและดีต่อระบบย่อย เช่น เนื้อปลา ไก่ไม่ติดมัน ไข่ โยเกิร์ตรสธรรมชาติ

  • เคี้ยวอาหารช้า ๆ และละเอียด (อย่างน้อย 20-30 ครั้งต่อคำ) เพื่อช่วยระบบย่อยให้ทำงานได้ดีขึ้น

  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลสูง รวมทั้งเครื่องดื่มที่เติมน้ำตาล เช่น น้ำอัดลม น้ำผลไม้ เพราะกระตุ้นให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน

  • หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง ของทอด

  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

  • จิบน้ำบ่อย ๆ ระหว่างวันเพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ

  • รับประทานวิตามิน-แร่ธาตุตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงขาดสารอาหารเรื้อรัง เช่น วิตามิน B12 แคลเซียม เหล็ก วิตามินดี ฯลฯ

การออกกำลังกาย

  • หากแพทย์อนุญาตให้เริ่มกลับสู่กิจวัตรปกติแล้ว โดยทั่วไปสามารถเริ่มเดินเบา ๆ ก่อน และค่อยเพิ่มระดับกิจกรรมตามความฟื้นตัว

  • การออกกำลังกายสม่ำเสมอจะช่วยคงน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์และส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวม ป้องกันน้ำหนักกลับขึ้นมา

การติดตามผล

  • ตรวจร่างกายเป็นประจำ ทุก 3 เดือน เป็นเวลา 2 ปี จากนั้นควรตรวจร่างกายทุก 6-12 เดือน 

  • มาตามนัดแพทย์และนักโภชนาการอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ติดตามสถานะสุขภาพและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ทันเวลา

ผ่าตัดกระเพาะอาหาร 
ราคาเท่าไหร่

ผ่าตัดกระเพาะอาหาร ราคาเท่าไหร่

          ค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดกระเพาะอาหารจะแตกต่างกันตามเทคนิคที่ใช้ ประเภทของโรงพยาบาล รวมถึงความซับซ้อนของผู้ป่วยแต่ละราย โดยประมาณการราคาดังนี้

การผ่าตัดแบบสลีฟ (Sleeve Gastrectomy)

  • โรงพยาบาลรัฐ (นอกเวลาราชการ) ประมาณ 150,000-200,000 บาท

  • โรงพยาบาลเอกชน ประมาณ 230,000-350,000 บาท

การผ่าตัดแบบบายพาส (Gastric Bypass)

          เนื่องจากเป็นหัตถการที่ซับซ้อนกว่าและใช้เครื่องมือมากกว่า จึงมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าแบบสลีฟ

  • โรงพยาบาลรัฐ (นอกเวลาราชการ) ประมาณ 180,000-250,000 บาท

  • โรงพยาบาลเอกชน ประมาณ 280,000-450,000 บาท

          ทั้งนี้ โรงพยาบาลเอกชนส่วนใหญ่มักจัดเป็นแพ็กเกจที่รวมค่าห้องพักและค่าบริการพื้นฐานไว้แล้ว อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายอาจเพิ่มขึ้นได้ในกรณีต่อไปนี้

  • ผู้ป่วยมีค่า BMI สูงมาก ทำให้การผ่าตัดมีความยากมากขึ้น หรือต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะทาง

  • มีโรคประจำตัวหรือภาวะแทรกซ้อน จำเป็นต้องมีแพทย์เฉพาะทางสาขาอื่นร่วมดูแล

  • ระยะเวลาพักรักษาตัวนานกว่าปกติ หรือจำเป็นต้องเข้าพักในห้อง ICU

  • ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การผ่าตัดโดยใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการผ่าตัดส่องกล้องมาตรฐาน

ผ่าตัดกระเพาะอาหาร 
ใช้ประกันสังคมได้ไหม

          คนที่มีภาวะอ้วนรุนแรง หรือโรคอ้วนระดับทุพพลภาพ (Morbid Obesity) ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและการทำงาน หากมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ว่าจำเป็นต้องได้รับการรักษา สามารถใช้สิทธิประกันสังคมในการรักษาได้ ทั้งผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 โดยต้องเข้ารับการประเมินที่สถานพยาบาลตามสิทธิของตัวเองก่อน จากนั้นสถานพยาบาลจะพิจารณาส่งต่อไปยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพในการดูแลรักษาโรคอ้วนแบบครบวงจร ซึ่งปัจจุบัน (ข้อมูลปี 2568) มีจำนวน 53 แห่งทั่วประเทศ

          ทั้งนี้ สิทธิประกันสังคมครอบคลุมเฉพาะกรณีที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์เท่านั้น ไม่รวมถึงการผ่าตัดเพื่อความสวยงามหรือเพื่อวัตถุประสงค์ด้านรูปลักษณ์ภายนอก

          การผ่าตัดกระเพาะอาหารเป็นทางเลือกทางการแพทย์ที่ช่วยรักษาโรคอ้วนและลดความเสี่ยงของโรคร่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพก็จริง แต่จำเป็นต้องปรับพฤติกรรมและติดตามสุขภาพในระยะยาว เพราะมีโอกาสที่น้ำหนักจะกลับขึ้นมาได้หากไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์นะคะ

บทความที่เกี่ยวข้องกับลดน้ำหนัก

เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
ผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนัก คุ้มเสี่ยงไหม ? เจาะข้อดี-ข้อเสียที่คนอยากผอมต้องอ่าน โพสต์เมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14:54:45
TOP
x close