ผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนัก คืออะไร
ผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนัก เพื่ออะไร
เป้าหมายสูงสุดของการผ่าตัดกระเพาะอาหารไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขบนตาชั่งที่ลดลง แต่คือการรักษาและป้องกันปัญหาสุขภาพร้ายแรงที่เกิดจากภาวะอ้วนลงพุง ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะกลุ่มโรคต่อไปนี้
-
โรคเบาหวานชนิดที่ 2 : การผ่าตัดช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดกลับมาปกติได้รวดเร็ว
-
โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด : ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ ภาวะหลอดเลือดสมองตีบ (Stroke) และช่วยควบคุมความดันโลหิตสูงให้กลับเข้าสู่เกณฑ์ปกติ
-
ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) : การลดไขมันช่วงลำคอและช่องท้องช่วยให้การหายใจสะดวกขึ้น ลดความเสี่ยงการเสียชีวิตเฉียบพลันขณะนอนหลับ
-
โรคไขมันพอกตับ : ป้องกันความเสี่ยงที่จะลุกลามไปสู่ภาวะตับแข็งในอนาคต
-
ลดความเสี่ยงโรคมะเร็งบางชนิด : เช่น มะเร็งเต้านม, เยื่อบุโพรงมดลูก และมะเร็งต่อมลูกหมาก ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงกับภาวะอ้วนและฮอร์โมนที่ผิดปกติ
-
ปัญหาระบบข้อต่อและกระดูก : ลดภาระการแบกรับน้ำหนักของข้อเข่าและกระดูกสันหลัง ช่วยให้การเคลื่อนไหวกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง
ผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนัก
เหมาะกับใคร
การผ่าตัดกระเพาะไม่ใช่ทางเลือกแรกสำหรับทุกคนที่มีน้ำหนักเกิน แต่เป็นทางออกของคนที่มีภาวะอ้วนรุนแรงและมีปัญหาสุขภาพเรื้อรัง โดยแพทย์จะประเมินความพร้อมและพิจารณาตามเกณฑ์ความเหมาะสม ดังนี้ค่ะ
-
ดัชนีมวลกาย (BMI) สูงเกิน 32.5 ขึ้นไป ร่วมกับมีโรคร่วมที่เกิดจากภาวะอ้วน
-
อายุระหว่าง 18-65 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายยังสามารถฟื้นตัวหลังผ่าตัดได้ดี
-
เคยพยายามลดน้ำหนักด้วยวิธีปกติ เช่น ควบคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างเต็มที่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญแล้ว แต่น้ำหนักยังคงนิ่งหรือเพิ่มขึ้นจนกระทบสุขภาพ
-
ไม่มีข้อห้ามร้ายแรงในการรับยาสลบหรือการผ่าตัด รวมถึงไม่เป็นโรคทางจิตเวชรุนแรงที่อาจส่งผลต่อพฤติกรรมการกินหลังผ่าตัด
-
สามารถปฏิบัติและให้ความร่วมมือในการรักษากับแพทย์ได้
ผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนัก
มีวิธีไหนบ้าง
1. ผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหารแบบสลีฟ (Sleeve Gastrectomy)
เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน ศัลยแพทย์จะตัดกระเพาะอาหารออกประมาณ 70-80% เหลือไว้ราว 20% ให้มีลักษณะเป็นท่อเล็ก ๆ คล้ายแขนเสื้อ (Sleeve) เพื่อให้อาหารผ่านเข้าสู่ลำไส้เล็กได้ตามปกติ แต่ปริมาณที่รับประทานได้จะลดลงอย่างมาก โดยเฉลี่ยมื้อละประมาณ 150-200 มิลลิลิตร
นอกจากนี้ ส่วนกระเพาะที่ถูกตัดออกยังเป็นบริเวณที่ผลิตฮอร์โมนความหิว (Ghrelin) เมื่อปริมาณฮอร์โมนลดลง ความอยากอาหารก็ลดลงตามไปด้วย ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น บางคนรับประทานเพียงไม่กี่คำก็รู้สึกแน่นแล้ว
ข้อดี
-
น้ำหนักลดลงได้ประมาณ 50-60% ของน้ำหนักส่วนเกินภายใน 1 ปี
-
ไม่มีการตัดต่อลำไส้ การดูดซึมสารอาหารยังใกล้เคียงธรรมชาติ
-
ฮอร์โมนความหิวลดลง ช่วยควบคุมพฤติกรรมการกินได้ง่ายขึ้น
-
โอกาสเกิดภาวะขาดสารอาหารรุนแรงน้อยกว่าแบบบายพาส
-
ส่วนใหญ่ผ่าตัดด้วยวิธีส่องกล้อง แผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว มักลุกเดินได้ใน 1-2 วัน
-
มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนโดยรวมต่ำกว่าวิธีบายพาส
ข้อควรพิจารณา
-
ไม่สามารถย้อนกลับได้ เพราะกระเพาะส่วนหนึ่งถูกตัดออกถาวร
-
บางรายอาจมีอาการกรดไหลย้อนมากขึ้น
-
หากไม่ปรับพฤติกรรมการกิน กระเพาะสามารถขยายตัวได้ ทำให้น้ำหนักกลับเพิ่ม
-
มีความเสี่ยงรอยเย็บรั่วซึมหรือเลือดออกในระยะแรก แม้โอกาสเกิดจะค่อนข้างต่ำ
2. ผ่าตัดบายพาสกระเพาะอาหาร (Gastric Bypass)
เป็นการผ่าตัดที่ลดขนาดกระเพาะอาหารร่วมกับการทำทางลัดของลำไส้ ศัลยแพทย์จะทำกระเพาะส่วนต้นให้เหลือเป็นถุงเล็ก ๆ คล้ายลูกกอล์ฟ ขนาดประมาณ 20-30 มิลลิลิตร จากนั้นนำลำไส้เล็กส่วนกลางมาต่อเข้ากับกระเพาะถุงใหม่นี้ เมื่อรับประทานอาหาร อาหารจะผ่านกระเพาะส่วนใหญ่และลำไส้เล็กช่วงต้นไปโดยตรง ส่งผลให้กินได้น้อยลง และดูดซึมสารอาหารลดลง จึงช่วยลดน้ำหนักได้มาก
ข้อดี
-
ลดน้ำหนักได้มากกว่าแบบสลีฟ โดยอาจลดได้ 60-80% ของน้ำหนักส่วนเกินภายใน 12-18 เดือน
-
ควบคุมเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ดี ระดับน้ำตาลในเลือดมักดีขึ้นอย่างชัดเจน
-
ช่วยลดความดันในกระเพาะและทำทางลัดใหม่ จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่มีปัญหากรดไหลย้อนรุนแรง
-
ช่วยลดพฤติกรรมการกินหวาน เพราะหากรับประทานน้ำตาลหรือแป้งขัดขาวมากเกินไป อาจเกิดอาการใจสั่น คลื่นไส้ เหงื่อแตก หรือท้องเสีย ซึ่งเรียกว่า Dumping Syndrome
ข้อควรพิจารณา
-
เสี่ยงต่อการขาดสารอาหารมากกว่า เนื่องจากอาหารไม่ได้ผ่านการดูดซึมจากลำไส้บางส่วน จึงต้องรับประทานวิตามินและแร่ธาตุเสริม เช่น แคลเซียม ธาตุเหล็ก และวิตามิน B12 อย่างเคร่งครัดตลอดชีวิต
-
ขั้นตอนผ่าตัดซับซ้อนกว่า มีการตัดต่อลำไส้หลายตำแหน่ง จึงมีความเสี่ยงรอยต่อรั่วหรือภาวะลำไส้อุดตันในอนาคตมากกว่าแบบสลีฟ
-
อาจเกิดอาการ Dumping Syndrome หากรับประทานอาหารหวานหรือมันมากเกินไป
-
ใช้เวลาผ่าตัดนานกว่า และค่าใช้จ่ายมักสูงกว่า
ผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนัก
มีข้อดีอะไรบ้าง
ช่วยลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในคนที่มีน้ำหนักตัว 100-200 กิโลกรัม การผ่าตัดอาจเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการช่วยให้น้ำหนักลดลงสู่ระดับที่ปลอดภัยภายในประมาณ 1 ปี เนื่องจากในภาวะที่ข้อเข่าและข้อต่อต้องแบกรับน้ำหนักมาก การออกกำลังกายอย่างเข้มข้นอาจทำได้ยากและเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ
ลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังหลายชนิด
ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนความหิว
ส่งผลดีต่อสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิต
เมื่อร่างกายเคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น อาการปวดข้อบรรเทาลง และรูปร่างเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น มักส่งผลเชิงบวกต่อความมั่นใจ ลดภาวะซึมเศร้าที่เกี่ยวข้องกับภาพลักษณ์ และทำให้คุณภาพชีวิตโดยรวมดีขึ้น
ผ่าตัดกระเพาะอาหาร
กับข้อเสียและความเสี่ยงที่ต้องรู้
แม้การผ่าตัดกระเพาะอาหารจะเป็นการรักษาโรคอ้วนที่มีประสิทธิภาพ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความเสี่ยงเลย จึงควรทำความเข้าใจข้อจำกัดและผลกระทบระยะยาวอย่างรอบด้าน คือ
ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด
โดยทั่วไป การผ่าตัดกระเพาะอาหารมีความปลอดภัยในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อทำในโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐานและโดยศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดใหญ่ทุกประเภทยังคงมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น
-
รอยเย็บรั่วหรือรอยต่อของลำไส้ตีบ
-
เลือดออกบริเวณแผลผ่าตัด
-
การติดเชื้อ
-
ภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่ขาหรือปอด
-
ไส้เลื่อนบริเวณแผลผ่าตัด
-
ภาวะท่อน้ำดีอุดตันหรือนิ่วในถุงน้ำดี
แม้อัตราการเกิดจะไม่สูง แต่จำเป็นต้องได้รับการติดตามอาการอย่างใกล้ชิดในช่วงหลังผ่าตัด
ต้องปรับพฤติกรรมการกินอย่างเคร่งครัดตลอดชีวิต
หลังผ่าตัด กระเพาะอาหารจะมีขนาดเล็กลงมาก จึงไม่สามารถรับประทานอาหารปริมาณมากได้เหมือนเดิม การกินเร็ว กินคำใหญ่ หรือดื่มน้ำรวดเดียวมาก ๆ อาจทำให้แน่นท้อง คลื่นไส้ หรืออาเจียนได้
-
อาหารบางประเภทควรหลีกเลี่ยงหรือจำกัดปริมาณ เช่น
-
อาหารที่ย่อยยาก (เนื้อสัตว์เหนียว ๆ ธัญพืชไม่ขัดสีบางชนิด ถั่วบางประเภท)
-
อาหารไขมันสูง ของทอด
-
อาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง
-
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
หากไม่ปรับพฤติกรรมอาจทำให้น้ำหนักกลับเพิ่มขึ้น หรือเกิดอาการไม่สบายทางระบบทางเดินอาหาร
เสี่ยงต่อภาวะขาดสารอาหารระยะยาว
ผิวหนังหย่อนคล้อยหลังน้ำหนักลดเร็ว
ผลกระทบทางจิตใจและการปรับตัว
สรุปการดูแลตัวเอง
หลังผ่าตัดกระเพาะอาหาร
ระยะฟื้นตัวช่วงแรก
-
เลือกรับประทานอาหารเหลวใส หรือกินอาหารทางการแพทย์แบบชง สูตรครบ 5 หมู่ 1-2 สัปดาห์ แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นอาหารอ่อน และปรับเลือกกินอาหารตามคำแนะนำของแพทย์
-
จิบน้ำระหว่างวันเพื่อให้ร่างกายไม่ขาดน้ำ แต่ไม่ควรดื่มพร้อมมื้ออาหาร เพื่อหลีกเลี่ยงอาการไม่สบายท้อง
-
พักผ่อนเพียงพอในช่วงแรกและหลีกเลี่ยงการยกของหนัก
-
อาจรู้สึกแน่นท้อง อ่อนเพลีย หรือคลื่นไส้ในช่วงปรับตัว ซึ่งมักจะดีขึ้นเมื่อร่างกายปรับตัวได้
โภชนาการและการกินอาหาร
-
ควรรับประทานมื้อเล็ก ๆ และเป็นเวลา แทนอาหารมื้อใหญ่
-
เลือกอาหารโปรตีนสูงและดีต่อระบบย่อย เช่น เนื้อปลา ไก่ไม่ติดมัน ไข่ โยเกิร์ตรสธรรมชาติ
-
เคี้ยวอาหารช้า ๆ และละเอียด (อย่างน้อย 20-30 ครั้งต่อคำ) เพื่อช่วยระบบย่อยให้ทำงานได้ดีขึ้น
-
หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลสูง รวมทั้งเครื่องดื่มที่เติมน้ำตาล เช่น น้ำอัดลม น้ำผลไม้ เพราะกระตุ้นให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน
-
หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง ของทอด
-
หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
-
จิบน้ำบ่อย ๆ ระหว่างวันเพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ
-
รับประทานวิตามิน-แร่ธาตุตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงขาดสารอาหารเรื้อรัง เช่น วิตามิน B12 แคลเซียม เหล็ก วิตามินดี ฯลฯ
การออกกำลังกาย
-
หากแพทย์อนุญาตให้เริ่มกลับสู่กิจวัตรปกติแล้ว โดยทั่วไปสามารถเริ่มเดินเบา ๆ ก่อน และค่อยเพิ่มระดับกิจกรรมตามความฟื้นตัว
-
การออกกำลังกายสม่ำเสมอจะช่วยคงน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์และส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวม ป้องกันน้ำหนักกลับขึ้นมา
การติดตามผล
-
ตรวจร่างกายเป็นประจำ ทุก 3 เดือน เป็นเวลา 2 ปี จากนั้นควรตรวจร่างกายทุก 6-12 เดือน
-
มาตามนัดแพทย์และนักโภชนาการอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ติดตามสถานะสุขภาพและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ทันเวลา
ผ่าตัดกระเพาะอาหาร
ราคาเท่าไหร่
การผ่าตัดแบบสลีฟ (Sleeve Gastrectomy)
-
โรงพยาบาลรัฐ (นอกเวลาราชการ) ประมาณ 150,000-200,000 บาท
-
โรงพยาบาลเอกชน ประมาณ 230,000-350,000 บาท
การผ่าตัดแบบบายพาส (Gastric Bypass)
เนื่องจากเป็นหัตถการที่ซับซ้อนกว่าและใช้เครื่องมือมากกว่า จึงมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าแบบสลีฟ
-
โรงพยาบาลรัฐ (นอกเวลาราชการ) ประมาณ 180,000-250,000 บาท
-
โรงพยาบาลเอกชน ประมาณ 280,000-450,000 บาท
ทั้งนี้ โรงพยาบาลเอกชนส่วนใหญ่มักจัดเป็นแพ็กเกจที่รวมค่าห้องพักและค่าบริการพื้นฐานไว้แล้ว อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายอาจเพิ่มขึ้นได้ในกรณีต่อไปนี้
-
ผู้ป่วยมีค่า BMI สูงมาก ทำให้การผ่าตัดมีความยากมากขึ้น หรือต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะทาง
-
มีโรคประจำตัวหรือภาวะแทรกซ้อน จำเป็นต้องมีแพทย์เฉพาะทางสาขาอื่นร่วมดูแล
-
ระยะเวลาพักรักษาตัวนานกว่าปกติ หรือจำเป็นต้องเข้าพักในห้อง ICU
-
ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การผ่าตัดโดยใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการผ่าตัดส่องกล้องมาตรฐาน
ผ่าตัดกระเพาะอาหาร
ใช้ประกันสังคมได้ไหม
คนที่มีภาวะอ้วนรุนแรง หรือโรคอ้วนระดับทุพพลภาพ (Morbid Obesity) ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและการทำงาน หากมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ว่าจำเป็นต้องได้รับการรักษา สามารถใช้สิทธิประกันสังคมในการรักษาได้ ทั้งผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 โดยต้องเข้ารับการประเมินที่สถานพยาบาลตามสิทธิของตัวเองก่อน จากนั้นสถานพยาบาลจะพิจารณาส่งต่อไปยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพในการดูแลรักษาโรคอ้วนแบบครบวงจร ซึ่งปัจจุบัน (ข้อมูลปี 2568) มีจำนวน 53 แห่งทั่วประเทศ
ทั้งนี้ สิทธิประกันสังคมครอบคลุมเฉพาะกรณีที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์เท่านั้น ไม่รวมถึงการผ่าตัดเพื่อความสวยงามหรือเพื่อวัตถุประสงค์ด้านรูปลักษณ์ภายนอก
บทความที่เกี่ยวข้องกับลดน้ำหนัก
- ปากกาลดน้ำหนัก ลดความอ้วนได้จริงไหม ไขทุกประเด็นที่ควรรู้
- ฟาสต์ไข่ (Egg Fasting) คืออะไร กินอะไรได้บ้าง ช่วยลดน้ำหนักได้อย่างไร
- 5 อาหารลดน้ำหนักที่ดีที่สุดในปี 2025 เหล่านักโภชนาการพิสูจน์แล้วว่าได้ผล !
- Water Fasting คืออะไร กินอะไรได้บ้าง ช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือ ?
- ลดน้ำหนัก 4 กิโลกรัมใน 1 เดือน ควรลดความอ้วนด้วยสูตรไหน กินอาหารอะไรได้บ้าง
ขอบคุณข้อมูลจาก : ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการผ่าตัดรักษาโรคอ้วน โรงพยาบาลสงขลานครินทร์, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล, โรงพยาบาลพญาไท, mayoclinic.org, Drama-addict, สำนักงานประกันสังคม





