ทางเลือกของความหวาน

 

ทางเลือกของความหวาน (Lisa)

 

          ถึงจะหวานอร่อยลิ้น แต่เมื่อกินมากเกินไป น้ำตาลอาจส่งผลต่อน้ำหนักตัวได้ คนจำนวนมากจึงหันมาใช้สารให้ความหวาน (Artificail Sweetener) เพื่อที่จะให้อร่อยกับอาหารได้โดยไม่มีแคลอรีมากจนเกินไป

 

           *อะไรคือสารให้ความหวาน มันก็คือสารเคมีที่ให้ความหวานแบบเดียวกับน้ำตาลแต่มีแคลอรี่ต่ำ และเนื่องจากมันมีความหวานมากกว่าน้ำตาล มันจึงใช้ปริมาณน้อยกว่าแต่ให้ความหวานเท่ากัน คนที่เป็นโรคเบาหวานสามารถรับประทานสารให้ความหวานได้ โดยไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น แต่จำไว้ว่าถ้าคุณเป็นเบาหวาน อาหารบางอย่างที่มีสารให้ความหวานผสมอยู่ยังอาจมีผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือดได้ เนื่องจากคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนในอาหารนั้น นอกจากนี้ สารให้ความหวาน อย่างเช่น ซอร์บิทอล (Sorbital) หรือแมนนิทอล (Mannital) ที่มีแคลอรี ก็ยังสามารถส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดได้

 

           *ความปลอดภัยของสารให้ความหวาน สารให้ความหวานมักถูกอ้างว่าเป็นสาเหตุของปัญหาสุขภาพหลายอย่าง รวมทั้งมะเร็ง อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สหรัฐฯ ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ว่า สารให้ความหวานที่ได้รับการรับรองให้ใช้ได้ในสหรัฐฯ ก่อให้เกิดมะเร็ง และการศึกษาจำนวนมากก็ยืนยันว่า สารให้ความหวานเหล่านี้ปลอดภัยสำหรับคนทั่วไปอย่างไรก็ตามสารให้ความหวานที่ชื่อแอสปาร์แตม (Aspartame) อาจมีข้อควรระวังอยู่บ้าง นั่นคือมันไม่ปลอดภัยสำหรับคนที่มีโรคทางพันธุกรรมที่หาได้ยากมากที่ชื่อว่าโรค Phenyketonuria หรือ PKU

 

           *แต่ก็ยังคงไม่มีคุณค่า การเอาน้ำตาลออกจากคุกกี้หรือช็อกโกแลตไม่ได้ทำให้มันเป็นอาหารไขมันต่ำ หรือแคลอรีต่ำแต่อย่างใด ถ้าคุณกินมากเกินไป คุณก็จะได้แคลอรีมากกว่าที่ต้องการ และอาจไม่ได้รับสารอาหารเพียงพอด้วยเพราะเครื่องดื่มหรือของหวานปราศจากน้ำตาลมักให้คุณค่าทางอาหารน้อยมากหรือไม่มีเลยจงใช้สารให้ความหวานอย่างสมเหตุผล เช่น มันโอ.เค. ที่จะดื่มน้ำอัดลมแบบไดเอ็ตแทนน้ำอัดลมปกติ แต่น้ำอัดลมแบบไดเอ็ตก็ไม่ควรเป็นเพียงเครื่องดื่มเพียงอย่างเดียวของคุณ

 

          ระวัง...น้ำตาลที่ไม่ได้มาในชื่อของน้ำตาล

 

          บ่อยครั้งที่อาหารซึ่งไม่มีคำว่าน้ำตาล (Sugar) อยู่ในรายการของส่วนผสมเลย กลับมีน้ำตาลอยู่ในปริมาณมาก นั่นเพราะน้ำตาลไม่ได้มาในชื่อของน้ำตาลเสมอไป ดังนั้น ถ้าคุณพบชื่อต่อไปนี้อยู่ในอาหาร--ไม่ว่าจะเป็นแล็กโตส (Lactose) มัลโตส (Maltose) เด็กซ์โตรส (Dextrose) กลูโคส (Glucose) หรือซูโครส (Sucrose) จำไว้ว่า มันก็คือน้ำตาลนั่นเอง

 

          หยุดความอยากกินน้ำตาลได้อย่างไร?

 

          การตัดลดน้ำตาลอาจไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แต่ผู้เชี่ยวชาญก็มีเคล็ดลับบางอย่างที่อาจช่วยได้

 

          งานวิจัยในสัตว์ทดลองเผยว่า น้ำตาลทำให้เสพติดได้ โดยงานศึกษาวิจัยที่มหาวิทยาลัยพรินสตัน เมื่อไม่นานมานี้พบว่า หนูที่ได้รับน้ำตาลมากเกินไปต้องทรมานอย่างมากเมื่อถูกงดให้น้ำตาล แต่ถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีการศึกษาที่เป็นหลักฐานในมนุษย์ ที่พิสูจน์ได้ว่ามันมีการเสพติดอย่างเดียวกับแอลกอฮอล์หรือยา แต่บ่อยครั้งที่อาหารที่มีน้ำตาลสูงมักมีไขมันสูงด้วย ซึ่งไม่ดีทั้งต่อสุขภาพและรอบเอวของคุณ ดังนั้น ถ้าอยากเอาชนะความอยากกินของหวาน เรามีเคล็ดลับจากผู้เชี่ยวชาญมาฝาก

 

           *อย่างดอาหาร   เมื่อคุณงดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง ระดับพลังงานของคุณจะลดต่ำลง ผลก็คือ ร่างกายของคุณจะเริ่มอยากกินอาหารที่มีน้ำตาลสูงเพื่อเพิ่มพลังงานอย่างรวดเร็ว ถ้าคุณกินอาหารมื้อเล็ก ๆ หลายมื้อในหนึ่งวัน คุณจะมีความอยากกินของหวานน้อยกว่า

 

           *กินน้ำตาลธรรมชาติ   ถ้าอยากกินไอศกรีมหรือลูกกวาดลองหยิบผลไม้มากินแทน ผลไม้จะไม่เพียงแต่ทำให้ความอยากน้ำตาลหายไป แต่ยังมีเส้นใยอาหารที่ช่วยลดการดูดซึมน้ำตาลในร่างกาย และช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงขึ้นเร็วเกินไป ที่อาจนำไปสู่ความอยากกินน้ำตาลมากขึ้น

 

           *บ้วนปากและแปรงฟัน  เพื่อหยุดความอยากของหวานหลังกินอาหาร ให้แปรงฟันหรือบ้วนปากทันทีด้วยน้ำยาบ้วนปาก อาหารที่มีน้ำตาลจะลดความอร่อยลงไปหลังจากที่คุณแปรงฟันหรือบ้วนปากแล้ว

 

           *อย่าซื้อขนมหวาน   คนจำนวนมากอยากกินของหวานตอนดึก ๆ ซึ่งเป็นเวลาที่ความสามารถในการหักห้ามใจต่ำลง ฉะนั้น หลีกเลี่ยงการเก็บของหวานเอาไว้ในบ้าน ถ้าไม่มีของจะกิน คุณก็ไม่ได้กินหรอก

 

           *ออกไปเดินเล่น   คนจำนวนมากกินของหวานหลังอาหาร แต่แทนที่จะทำอย่างนั้นลองเปลี่ยนเป็นการลุกไปเดินเล่นแทน การกินของหวานสามารถทำให้ระดับของเซโรโทนินในร่างกายเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้อารมณ์ดีขึ้น และการเดินเล่นก็สามารถทำได้แบบเดียวกัน

 

          *** อย่าซื้อของหวานติดบ้านไว้ เพราะคุณจะกินมันได้ตลอดเวลา  ***


  เคล็ดลับสุขภาพ สุขภาพใกล้ตัว โรคและการป้องกัน คลิกเลย 

 คลิกอ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ได้ที่นี่ค่ะ 

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

 


ทางเลือกของความหวาน โพสต์เมื่อ 17 สิงหาคม 2552 เวลา 16:51:54 114 อ่าน แสดงความคิดเห็น

คิดอย่างไรกับเรื่อง: ทางเลือกของความหวาน ?

รอโหลดข้อความของเพื่อน ๆ ด้านล่างนี้สักครู่ แล้วร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย !
TOP