ยุคนี้การดูแลสุขภาพ ไม่ได้จำกัดแค่ความสวยงามภายนอกอีกต่อไป แต่เทรนด์ Longevity หรือการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ กลายเป็นสิ่งที่คนเราให้ความสำคัญมากขึ้น ทำให้เริ่มหันมาดูแลกระดูกและข้อเข่าตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อเตรียมรับมือกับคอลลาเจนธรรมชาติในร่างกายที่ลดลงตามวัย ก่อนจะมีอาการปวดหรือเสียงก๊อบแก๊บมากวนใจ
หนึ่งในวิธีดูแลตัวเองของใครหลายคนก็คือการเสริมคอลลาเจน ในรูปแบบอาหารเสริม ซึ่งปัจจุบันมีให้เลือกหลากหลายยี่ห้อเลย แล้วเราควรเลือกคอลลาเจนแบบไหนดีที่ช่วยดูแลกระดูกและข้อโดยเฉพาะ ลองดูข้อมูลด้านล่างนี้ประกอบการตัดสินใจได้เลยค่ะคอลลาเจนบำรุงกระดูกได้จริงไหม
คอลลาเจน (Collagen) คือโปรตีนชนิดหนึ่งที่เป็นโครงสร้างหลักของร่างกาย เปรียบเหมือนกาวหรือตาข่ายที่ช่วยยึดเซลล์และเนื้อเยื่อต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นผิวหนัง กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น รวมถึงกระดูกและข้อต่อ
สำหรับคำถามที่ว่าบำรุงกระดูกได้จริงไหม คำตอบคือ จริงค่ะ โดยต้องเจาะจงไปที่คอลลาเจนชนิดที่ 2 หรือ คอลลาเจนไทป์ทู (Type II) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญถึง 50% ของกระดูกอ่อนบริเวณข้อต่อ ทำหน้าที่คล้ายเบาะที่ช่วยรองรับแรงกระแทกและลดการเสียดสีของกระดูกขณะเคลื่อนไหว อย่างไรก็ตาม แม้ร่างกายจะสังเคราะห์เองได้ แต่เมื่อก้าวเข้าสู่วัย 30+ อัตราการผลิตจะเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง จนอาจนำไปสู่ปัญหาข้อเข่าเสื่อมหรืออาการปวดข้อตามมา
คอลลาเจนบำรุงกระดูกและบำรุงผิว
ต่างกันอย่างไร
หลายคนอาจสับสนในประเด็นนี้ เพราะคอลลาเจนแต่ละชนิดทำหน้าที่คนละส่วนกัน ดังนี้
-
คอลลาเจนบำรุงผิว (Type I และ III) : คือกลุ่มที่พบมากที่สุดในร่างกาย (ประมาณ 80-90%) ทำหน้าที่เป็นโครงข่ายใต้ชั้นหนังแท้เพื่อกักเก็บความชุ่มชื้นและสร้างความยืดหยุ่น ทำให้ผิวดูอิ่มฟู แข็งแรง และยังบำรุงไปถึงเส้นผมและเล็บ มักพบมากในอาหารประเภทปลาทะเล หนังหมู และหนังวัว เป็นต้น
-
คอลลาเจนบำรุงกระดูกและข้อ (Type II) : มีโครงสร้างที่แตกต่างออกไป โดยเน้นการซ่อมแซมกระดูกอ่อนและเพิ่มความหนืดของน้ำหล่อเลี้ยงข้อต่อ ทว่าคอลลาเจนชนิดนี้ หาได้ยากจากมื้ออาหารปกติ เพราะมักอยู่ในส่วนที่เราไม่ค่อยรับประทาน เช่น กระดูกอ่อนเอ็นแก้ว ซุปเปอร์ตีนไก่ หรือน้ำต้มกระดูกที่ต้องเคี่ยวเป็นเวลานานจนเจลาตินละลายออกมา
ด้วยเหตุนี้ ในปี 2026 ผู้คนจึงหันมาให้ความสำคัญกับการเลือกคอลลาเจนให้ถูกประเภทตามเป้าหมายสุขภาพที่ต้องการ
อาหารเสริมคอลลาเจน
ดูแลกระดูก เหมาะกับใครบ้าง
แม้ร่างกายจะผลิตคอลลาเจนได้เอง แต่ด้วยไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบและอายุที่มากขึ้น ทำให้การผลิตคอลลาเจนที่ช่วยดูแลกระดูกตามธรรมชาติลดลง โดยกลุ่มที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ก็คือ
-
คนที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป ซึ่งร่างกายเริ่มสร้างคอลลาเจนลดลง
-
คนที่มีปัญหาข้อเข่าเสื่อม โดยเฉพาะเมื่อรู้สึกเจ็บเวลาขึ้น-ลงบันได หรือได้ยินเสียงดังที่ข้อต่อเวลาเคลื่อนไหว
-
นักกีฬาที่มีแรงกระแทกสูง เช่น นักวิ่ง คนที่เล่นเวทเทรนนิ่ง ทำให้ข้อต่อต้องรับภาระหนักกว่าปกติ
-
คนที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน มักมีแรงกดทับบริเวณข้อเข่าและข้อเท้า ทำให้กระดูกอ่อนสึกหรอเร็วกว่าคนทั่วไป
-
ชาวออฟฟิศที่นั่งทำงานติดที่ ใช้ร่างกายหนักในท่าเดิมซ้ำ ๆ มักเกิดอาการตึงปวดตามข้อต่อและกระดูกสันหลัง
-
ผู้สูงอายุ ที่กระบวนการสังเคราะห์คอลลาเจนในร่างกายลดลงตามวัย ส่งผลให้กระดูกอ่อนบริเวณข้อต่อเสื่อมสภาพ ทำให้เกิดอาการปวดเข่า เข่าติด หรือเคลื่อนไหวลำบาก
วิธีเลือกซื้อคอลลาเจน
เพื่อดูแลกระดูกและข้อ
การเลือกคอลลาเจนในปี 2026 ไม่ใช่แค่การมองหายี่ห้อดัง แต่ต้องทำความเข้าใจส่วนประกอบที่ระบุบนฉลากเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด ดังนี้ค่ะ
-
เลือกชนิดคอลลาเจนที่เน้นการดูแลโครงสร้างข้อต่อ : ควรพิจารณาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของคอลลาเจนที่ร่างกายนำไปใช้ในส่วนของข้อและกระดูกโดยเฉพาะ เช่น
-
คอลลาเจนชนิดที่ 2 (Type II) : องค์ประกอบสำคัญของเนื้อเยื่อบริเวณข้อต่อ มีส่วนช่วยในการคงสภาพโครงสร้างของกระดูกอ่อนตามธรรมชาติ
-
ยูซีทู (UC-II / Undenatured Type II) : คอลลาเจนที่คงโครงสร้างโมเลกุลที่สมบูรณ์ ทำหน้าที่ส่งสัญญาณเสริมการทำงานของระบบในร่างกายที่ดูแลข้อต่อ
-
ไฮโดรไลเซต คอลลาเจน (Hydrolysate Collagen) : คอลลาเจนโมเลกุลเล็กที่เป็นแหล่งกรดอะมิโนจำเป็น ซึ่งเป็นวัตถุดิบพื้นฐานในการสร้างเนื้อเยื่อเกี่ยวพันและโครงสร้างกระดูก
-
คอลลาเจนไดเปปไทด์ (Dipeptide) : คอลลาเจนที่มีขนาดโมเลกุลเล็กเป็นพิเศษ ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมและนำสารอาหารไปใช้ประโยชน์ได้ง่ายขึ้น
-
-
มองหาสารอาหารที่ช่วยเสริมฤทธิ์ : คอลลาเจนจะทำงานได้ดีขึ้นหากมีสารอาหารที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพ เช่น
-
แคลเซียม แอล-ทรีโอเนต : ช่วยเสริมความแข็งแรงของกระดูก
-
วิตามินซี : ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจน
-
วิตามินดี 3 และวิตามินเค 2 : ช่วยสนับสนุนการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่กระดูกอย่างมีระบบ
-
ขมิ้นชัน : มีส่วนช่วยบรรเทาอาการอักเสบต่าง ๆ
-
-
ตรวจสอบปริมาณสารอาหารที่เหมาะสม : ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุปริมาณชัดเจนต่อหน่วยบริโภค โดยทั่วไปในการการดูแลสุขภาพข้อต่อและกระดูกแนะนำที่ประมาณ 5,000-10,000 มิลลิกรัมต่อวัน (หรือตามปริมาณที่เหมาะสมหากเป็นสารสกัดเข้มข้นอย่าง UC-II)
-
เลือกจากความสะดวกในการรับประทาน : ปัจจุบันคอลลาเจนมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งผงชงดื่ม แคปซูล หรือเจลลี่ ควรเลือกแบบที่เราสามารถรับประทานได้ต่อเนื่อง
-
เลือกรสชาติที่ชอบ : โดยเฉพาะคอลลาเจนแบบผงชง มักมีการแต่งรสเพื่อช่วยลดกลิ่นคาว ทำให้ดื่มง่ายขึ้น การเลือกรสที่ถูกใจจะช่วยให้เรารับประทานได้ต่อเนื่องมากขึ้น
-
พิจารณาปริมาณน้ำตาลและสารเติมแต่ง : ควรเลือกสูตรไม่มีน้ำตาล หรือน้ำตาลน้อย เพื่อไม่ให้ได้รับแคลอรีส่วนเกิน และปราศจากสารเติมแต่งต่าง ๆ
-
อ่านฉลากบนผลิตภัณฑ์อย่างละเอียด : ตรวจเช็กส่วนประกอบเพื่อป้องกันอาการแพ้ และสังเกตคำเตือนหรือข้อควรระวังในการรับประทาน
-
ตรวจสอบมาตรฐานและความปลอดภัย : ต้องมีเลขสารบบอาหาร (อย.) ชัดเจนและตรวจสอบได้จริงผ่านเว็บไซต์ของกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งผ่านมาตรฐานการผลิต เช่น GMP, HACCP หรือ ISO เพื่อความมั่นใจว่าไม่มีสารปนเปื้อนหรือโลหะหนัก
-
เลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ : เช่น ร้านขายยา ห้างสรรพสินค้า หรือช่องทางหลักของแบรนด์เพื่อมั่นใจว่าจะได้รับผลิตภัณฑ์ของแท้ 100%
คอลลาเจนดูแลกระดูกและข้อ
ยี่ห้อไหนดี ปี 2026
1. คอลลาเจน โซลูแคล (SOLUCAL)
ภาพจาก : Health Impact Official Store
SOLUCAL ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีคอลลาเจนไฮโดรไลเซต 150 กรัม ซึ่งเป็นคอลลาเจนโมเลกุลเล็ก ดูดซึมได้ง่าย เสริมด้วยแคลเซียม 3 ชนิด ได้แก่ แคลเซียมแล็กเตต แคลเซียมกลูโคเนต และแคลเซียมคาร์บอเนต รวม 721 มิลลิกรัม พร้อมวิตามินดี 3 ที่ช่วยดูแลกระดูกและข้อ มาในรูปแบบซอง พกพาสะดวก ละลายน้ำง่าย ไม่มีน้ำตาลด้วยนะ
-
วิธีรับประทาน : ผสม 1 ซอง ในน้ำเย็น 150 มิลลิลิตร คนและรอจนละลาย ดื่มวันละ 1 ครั้ง หลังอาหาร
-
ขนาด : 1 กล่อง บรรจุ 30 ซอง
-
ราคาปกติ : 450 บาท
2. คอลลาเจน Nuriv Undenatured Collagen Type II
ภาพจาก : Nuriv.official
คอลลาเจนไทป์ทู จากแบรนด์นูรีฟ (Nuriv) อัดแน่นด้วยส่วนผสมที่ช่วยดูแลกระดูกและข้อ ทั้งคอลลาเจน UC-II 220 มิลลิกรัม และแคลเซียมอะมิโนแอซิด-คีเลต ที่ดูดซึมได้ดีและอ่อนโยนต่อกระเพาะอาหาร เสริมด้วยสารสกัดงาดำและขมิ้นชันที่ช่วยดูแลเรื่องการอักเสบ พร้อมซิตรัสไบโอฟลาโวนอยด์ ซิงค์ วิตามิน D3 และวิตามิน K1 ตัวแคปซูลขนาดไม่ใหญ่ กลืนง่ายด้วยค่ะ
-
วิธีรับประทาน : วันละ 2 แคปซูล พร้อมมื้ออาหาร หรือหลังอาหารมื้อแรก
-
ขนาด : 1 ขวด บรรจุ 60 แคปซูล
-
ราคาปกติ : 990 บาท
3. คอลลาเจน Gevity Collagen Type II + D
ภาพจาก : SAVE DRUG OFFICIAL STORE
จีวิตี้ คอลลาเจน ไทพ์ ทู พลัส ดี ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากเครือ BDMS (โรงพยาบาลกรุงเทพ) กระปุกนี้ใช้คอลลาเจนไทป์ทู Kollegen-II XS สกัดจากอกไก่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกา เสริมด้วยวิตามินดี 3 ที่มีส่วนช่วยในการดูดซึมแคลเซียมตามปกติ พร้อมแคลเซียมคาร์บอเนต และ Avovida Plant Sterol (ไฟโตสเตอรอล) จากพืช ซึ่งมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างและคงสภาพมวลกล้ามเนื้อ เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ หรือคนที่กังวลเรื่องกระดูกและข้อ
-
วิธีรับประทาน : วันละ 2 แคปซูล พร้อมมื้ออาหาร
-
ขนาด : 1 ขวด บรรจุ 30 แคปซูล
-
ราคาปกติ : 1,290 บาท
4. คอลลาเจน Zenji Eggshell Plus Undenatured Collagen Type II
ภาพจาก : Zenji Official
คอลลาเจนแบบชงดื่มจากเซนจิ (Zenji) คัดสรร 6 ส่วนผสมเพื่อดูแลกระดูกและข้อไว้ในซองเดียว ได้แก่ คอลลาเจนไตรเปปไทด์จากปลา 4,100 มิลลิกรัม คอลลาเจนไดเปปไทด์จากปลา คอลลาเจน UC-II แอสคอร์บิก แอซิด วิตามินดี 3 และผงเยื่อหุ้มเปลือกไข่นำเข้าจากสเปน ซึ่งอุดมด้วยคอลลาเจน แคลเซียม คอนดรอยติน และกรดไฮยาลูโรนิก ที่มีส่วนช่วยเสริมความแข็งแรงของข้อต่อ ผ่านการตรวจสอบแล้วว่าปลอดภัยจากสารสเตียรอยด์และโลหะหนัก
-
วิธีรับประทาน : ตัก 1 ช้อน ชงน้ำ 1 แก้ว รับประทานตอนท้องว่าง (แนะนำก่อนอาหารเช้า 45 นาที) และหลีกเลี่ยงการรับประทานร่วมกับ ชา กาแฟ และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน
-
ขนาด : 1 ซอง บรรจุ 100 กรัม (รับประทาน 1 ช้อน ได้ 20 วัน)
-
ราคาปกติ : 590 บาท
5. คอลลาเจน Nutri D Collagen Di Peptide & Peptide Plus Collagen Type II
ภาพจาก : Amsel_Official shop
สำหรับใครที่มองหาคอลลาเจนแบบเพียว ๆ ไม่มีส่วนผสมของวิตามินหรือสารสกัดอื่น ๆ นูทริ ดี (NUTRI D) กระปุกนี้เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะให้คอลลาเจนถึง 3 ชนิด ได้แก่ คอลลาเจนเปปไทด์จากปลา 3,490 มิลลิกรัม คอลลาเจนไดเปปไทด์จากปลา 1,500 มิลลิกรัม และคอลลาเจนไทป์ทู 10 มิลลิกรัม เหมาะสำหรับคนที่อยากดูแลทั้งกระดูก ข้อต่อ และผิวพรรณไปพร้อมกัน
-
วิธีรับประทาน : วันละ 1-2 ช้อน ผสมกับน้ำ น้ำผลไม้ กาแฟ เครื่องดื่มต่าง ๆ หรือรับประทานพร้อมมื้ออาหารและขนมหวานได้ตามต้องการ
-
ขนาด : 1 กระป๋อง ปริมาณ 120 กรัม
-
ราคาปกติ : 900 บาท
6. คอลลาเจน Dr.G
ภาพจาก : ดร.จี Dr.G Collagen Thailand-เพจหลักบริษัท
Dr.G Collagen เป็นคอลลาเจนแบบผงชงดื่มที่มีส่วนผสมของคอลลาเจนหลายชนิด ได้แก่ คอลลาเจนไดเปปไทด์นำเข้าจากญี่ปุ่น คอลลาเจนไทป์ทู และ HACP (Hydroxyapatite Collagen Peptide) เสริมด้วยสารสกัดจากขมิ้นชัน (QMinflex) พร้อมแคลเซียม ตัวผลิตภัณฑ์ไม่มีไขมันและน้ำตาล ละลายน้ำได้ง่าย ไม่จับตัวเป็นก้อน หอมกลิ่นเมล่อนอ่อน ๆ ดื่มง่าย สามารถชงกับเครื่องดื่มได้หลากหลายเลย
-
วิธีรับประทาน : วันละ 1-2 ช้อน ผสมกับเครื่องดื่มต่าง ๆ รับประทานตอนท้องว่าง
-
ขนาด : 1 กระป๋อง ปริมาณ 200 กรัม
-
ราคาปกติ : 990 บาท
7. คอลลาเจน Genez Flexi Brome Collagen Plus
ภาพจาก : TIBD Store
คอลลาเจนจากแบรนด์จีเนธ (Genez) นอกจากจะใช้คอลลาเจนไทป์ทูจากกระดูกอ่อนของไก่ที่นำเข้าจากอเมริกาแล้ว ยังมาพร้อมส่วนผสมอีกกว่า 10 ชนิด ไม่ว่าจะเป็นสารสกัดจากสับปะรด (โบรมิเลน) สารสกัดจากชาเขียว บลูเบอร์รี แบล็กเบอร์รี ขิง บรอกโคลี ชะเอมเทศ โรสแมรี่ ขมิ้น คาโมมายล์ และใยอาหารพรีไบโอติก ซึ่งช่วยเสริมความหลากหลายของสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับการดูแลกระดูก ข้อต่อ และสุขภาพโดยรวมค่ะ
-
วิธีรับประทาน : วันละ 2 แคปซูล ก่อนอาหารเช้า หรือก่อนนอนเป็นประจำ
-
ขนาด : 1 ขวด บรรจุ 60 แคปซูล
-
ราคาปกติ : 1,300 บาท
คอลลาเจน กินตอนไหนดีที่สุด
แม้หลายคนจะเคยได้ยินว่าควรกินคอลลาเจนตอนท้องว่าง เพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวนจากน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร แต่จากข้อมูลปัจจุบันพบว่า ร่างกายสามารถดูดซึมคอลลาเจนได้ดีในหลายช่วงเวลา ขึ้นอยู่กับเป้าหมายการดูแลสุขภาพของแต่ละคน เช่น
-
เน้นความสะดวกและความต่อเนื่อง : กินตอนเช้าพร้อมกาแฟหรือสมูทตี้ เพราะเป็นช่วงเวลาที่จำง่าย ช่วยให้กินได้สม่ำเสมอทุกวัน
-
เน้นคุณภาพการนอนหลับ : กินก่อนนอนประมาณ 1-2 ชั่วโมง เพื่อให้สอดคล้องกับช่วงที่ร่างกายซ่อมแซมตัวเองระหว่างหลับ
-
เน้นดูแลกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อต่อ : กินก่อนหรือหลังออกกำลังกายประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อช่วยสนับสนุนการซ่อมแซมเส้นเอ็นและกระดูกอ่อนที่ใช้งานหนัก
อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแต่ละผลิตภัณฑ์ด้วยนะคะ และนอกจากนี้ การกินคอลลาเจนร่วมกับอาหารที่มีวิตามินซีสูง เช่น เบอร์รี แคนตาลูป ฝรั่ง ผลไม้รสเปรี้ยว บรอกโคลี ผักโขม และพริกหยวก ก็ยังช่วยเสริมการทำงานของคอลลาเจนได้ดียิ่งขึ้น
คอลลาเจนหมดอายุกินได้ไหม
ไม่แนะนำให้รับประทาน เพราะคอลลาเจนที่หมดอายุแล้วอาจมีคุณภาพลดลง ทำให้ได้ผลไม่เต็มที่ และในกรณีแบบผงหรือแบบชง หากเก็บรักษาไม่เหมาะสมอาจเสี่ยงต่อการปนเปื้อนหรือเกิดความชื้น ส่งผลให้กลิ่น รส หรือเนื้อสัมผัสเปลี่ยนไปได้
อย่างไรก็ตาม แม้จะหมดอายุไม่นานและยังดูปกติก็ไม่ควรเสียดายนะคะ ทิ้งไปดีกว่า เพื่อความปลอดภัย
ข้อควรระวัง
ในการรับประทานคอลลาเจน
-
อ่านคำเตือนในฉลากก่อนบริโภค
-
ผู้ที่แพ้อาหารควรตรวจสอบแหล่งที่มาของคอลลาเจน โดยเฉพาะหากเคยมีประวัติแพ้ปลา ไก่ หรือวัว ซึ่งมักเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคอลลาเจน
-
คอลลาเจนบางสูตรมีแคลเซียม สังกะสี วิตามิน หรือสมุนไพรเพิ่มเติม หากรับประทานร่วมกับผลิตภัณฑ์อื่นที่มีวิตามิน-แร่ธาตุชนิดเดียวกัน อาจได้รับสารบางชนิดเกินความจำเป็น จึงควรตรวจสอบปริมาณก่อนรับประทาน
-
ไม่รับประทานมากเกินคำแนะนำที่ระบุไว้ เพราะอาจทำให้คลื่นไส้ ท้องเสีย หรือท้องผูกได้
-
เด็ก สตรีมีครรภ์ และสตรีให้นมบุตร ไม่ควรรับประทานก่อนปรึกษาแพทย์
-
ผู้ป่วยโรคไต โรคตับ หรือผู้ที่ต้องจำกัดโปรตีนและแร่ธาตุบางชนิด ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
-
ตรวจสอบวันหมดอายุก่อนรับประทาน หากพบว่ารสชาติ กลิ่น หรือลักษณะของผงและแคปซูลผิดปกติควรทิ้งทันที
-
คอลลาเจนเป็นเพียงผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ไม่มีผลในการป้องกัน หรือรักษาโรค จึงไม่ควรคาดหวังผลลัพธ์เกินจริง
บทความที่เกี่ยวข้องกับคอลลาเจน
- 5 โรคที่ห้ามกินคอลลาเจน ป่วยโรคไหนไม่ควรกินคอลลาเจนบ้าง
- 7 วิธีกินคอลลาเจนผงให้ได้ผลดี กินคอลลาเจนตอนไหนถึงได้ประโยชน์เต็มที่
- คอลลาเจนกับวิตามินซีกินพร้อมกันได้ไหม แล้วคอลลาเจนควรกินตอนไหนดี ?
- กินเจ กินคอลลาเจน อาหารเสริม วิตามินซี หรือยาได้ไหม ตัวไหนควรเลี่ยงถ้าไม่อยากเจแตก
- รวมผัก-ผลไม้ที่มีคอลลาเจน เติมความเต่งตึงให้ผิวเด้ง ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนจากธรรมชาติ
ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : eatingwell.com, verywellhealth.com, Health Impact Official Store, Nuriv.official, SAVE DRUG OFFICIAL STORE, Zenji Official, Amsel Official shop, ดร.จี Dr.G Collagen Thailand-เพจหลักบริษัท, TIBD Store





