x close

สรุปเรื่องต้องรู้ก่อนฉีดวัคซีนโควิด 19 ฉีดแล้วยังติดเชื้อได้ไหม พร้อมเปรียบเทียบแต่ละยี่ห้อ

          ฉีดวัคซีนโควิดดีไหม แต่ละยี่ห้อมีความแตกต่างกันอย่างไร ต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนฉีดวัคซีนซิโนแวค หรือแอสตร้าเซนเนก้า แล้วคนกลุ่มไหนบ้างที่ยังไม่ควรฉีด รวบรวมข้อมูลสำคัญที่ทุกคนควรรู้มาบอกตรงนี้

           วัคซีนโควิด 19 เป็นอีกหนึ่งความหวังที่จะช่วยลดการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่กระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก รวมทั้งในประเทศไทย แต่เนื่องจากยังเป็นวัคซีนใหม่ที่ผลิตขึ้นมาใช้ภายในเวลาอันรวดเร็ว หลายคนจึงอาจสงสัยในประสิทธิภาพของวัคซีนโควิดหลายยี่ห้อที่นำมาใช้ว่าได้ผลมาก-น้อยแค่ไหน มีผลข้างเคียงอะไรหรือไม่ ฉีดแล้วสามารถป้องกันโรคได้เลยไหม แล้วใครควรฉีด หรือไม่ควรฉีดบ้าง

          วันนี้กระปุกดอทคอมเลยรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนโควิด 19 มาตอบคำถามกัน พร้อมข้อแนะนำก่อน-หลังฉีดวัคซีน เพื่อให้ทุกคนได้ศึกษาล่วงหน้าก่อนได้รับวัคซีนค่ะ

วัคซีน COVID-19

ข้อมูลเปรียบเทียบวัคซีนโควิด 19

วัคซีนโควิด มีชนิดไหนบ้าง

           วัคซีนป้องกันโควิด 19 ในปัจจุบัน หลัก ๆ จะมีอยู่ 4 ชนิดตามกระบวนการผลิต คือ

1. วัคซีนชนิด mRNA (mRNA Vaccines)

          คือการใช้สารพันธุกรรม RNA ของไวรัสที่ก่อโรคโควิด 19 ส่วนที่สร้างโปรตีนหนามแหลมแล้วห่อหุ้มด้วยไขมัน ฉีดเข้าไปในร่างกาย เพื่อให้เซลล์ของเราสร้างหนามแหลมโปรตีนมากระตุ้นการสร้างภูมิต้านทานต่อ COVID-19 

ข้อดี

  • มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้สูง
  • เป็นวัคซีนที่สามารถผลิตได้ง่ายในโรงงาน และผลิตได้จำนวนมากอย่างรวดเร็ว
  • สามารถปรับปรุงวัคซีนเพื่อรองรับสายพันธุ์ หากมีการกลายพันธุ์ได้ง่าย

ข้อจำกัด

  • mRNA สลายตัวได้ง่าย จึงต้องเก็บรักษาในอุณหภูมิที่ต่ำกว่าจุดเยือกแข็งมาก คือ -70ºC ถึง -20ºC จึงขนส่งได้ยาก
  • เป็นเทคโนโลยีใหม่ เพราะในอดีตยังไม่มีวัคซีนที่ผลิตด้วยกระบวนการนี้ได้รับอนุมัติให้ใช้ในมนุษย์มาก่อน จึงต้องติดตามดูผลในระยะยาวหลายปี

ตัวอย่างวัคซีนโควิด 19 ชนิด mRNA : เช่น วัคซีนของไฟเซอร์-ไอโอเอ็นเทค และโมเดอร์นา ของสหรัฐอเมริกา
 

2. วัคซีนชนิดไวรัสเวกเตอร์ (Viral Vector Vaccines)

          คือการใช้พันธุกรรมส่วนหนามแหลมของไวรัสที่ก่อโรคโควิด 19 ฝากไว้ในไวรัสชนิดอื่นที่ไม่ก่อโรคในมนุษย์ ใช้เป็นพาหะฉีดเข้าไปในร่างกายเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันออกมาตอบสนอง

ข้อดี

  • เป็นวัคซีนที่สามารถผลิตได้ง่ายในโรงงาน และผลิตได้จำนวนมากอย่างรวดเร็ว ราคาจึงไม่แพง
  • มีความคงทนจึงเก็บรักษาได้ง่ายในอุณหภูมิ 2-8ºC

ข้อจำกัด

  • เป็นวัคซีนที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ในการผลิต จึงต้องติดตามดูผลในระยะยาว
  • เนื่องจากไวรัสพาหะเป็นเชื้อมีชีวิต แม้ว่าจะอ่อนฤทธิ์ หรือไม่แบ่งตัวแล้ว แต่อาจก่อโรคได้ในผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างมาก
  • หากเคยติดเชื้อของไวรัสตัวที่นำพามาก่อนจะทำให้ประสิทธิภาพลดลง

ตัวอย่างวัคซีนโควิด 19 ชนิดไวรัสเวกเตอร์ : เช่น วัคซีนของออกซฟอร์ด-แอสตร้าเซนเนก้า, วัคซีนสปุตนิก-ไฟว์, วัคซีนแคนชิโน ไบโอโลจิกส์
 

3. วัคซีนชนิดเชื้อตาย (Inactivated Vaccines)

           เป็นวัคซีนที่ใช้กระบวนการผลิตเหมือนกับวัคซีนชนิดอื่น ๆ ที่เคยผลิตมาอย่างแพร่หลาย เช่น วัคซีนตับอักเสบเอ วัคซีนโปลิโอ ฯลฯ โดยนำไวรัส COVID-19 มาเพาะเลี้ยงแล้วทำให้อ่อนแรง จากนั้นใช้สารเคมีฆ่าเชื้อให้ตาย แล้วฉีดเข้าสู่ร่างกายเพื่อกระตุ้นร่างกายให้เกิดภูมิคุ้มกัน

ข้อดี

  • ใช้ในคนที่มีภูมิต้านทานต่ำได้ เพราะเป็นเชื้อที่ไม่ก่อโรค
  • มีความปลอดภัยค่อนข้างสูง เนื่องจากใช้เทคโนโลยีการผลิตดั้งเดิมเหมือนกับวัคซีนชนิดอื่น ๆ ที่เป็นที่รู้จักดีอยู่แล้ว

ข้อจำกัด

  • การผลิตค่อนข้างยุ่งยาก ทำให้ผลิตได้จำนวนน้อย เพราะต้องเพาะเลี้ยงเชื้อในห้องปฏิบัติการระดับสูง ต้นทุนการผลิตจึงสูง ส่งผลให้วัคซีนชนิดนี้มีราคาแพงกว่าชนิดอื่น ๆ

ตัวอย่างวัคซีนโควิด 19 ชนิดเชื้อตาย : เช่น วัคซีนซิโนแวค และวัคซีนซิโนฟาร์ม ของจีน
 

4. วัคซีนที่ทำจากโปรตีนส่วนหนึ่งของเชื้อ (Protein Subunit Vaccines)

          เป็นเทคโนโลยีที่มีความคุ้นเคยมานาน เช่น การผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ตับอักเสบบี โดยการผลิตวัคซีนป้องกันโควิด 19 นี้ จะใช้โปรตีนบางส่วนของเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 เช่น โปรตีนส่วนหนาม (spike protein) มาผ่านกระบวนการแล้วฉีดเข้าไปในร่างกายเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัส

ข้อดี 

  • มีความปลอดภัยสูง เพราะมีประสบการณ์การใช้มามากมายในวัคซีนชนิดอื่น ๆ
  • สามารถผลิตวัคซีนได้ง่าย รวดเร็ว
  • ใช้กับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำได้

ข้อจำกัด

  • กระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันได้ไม่ดี จึงทําให้ต้องใช้สารเสริมให้กระตุ้นภูมิต้านทาน (adjuvant) ซึ่งทําให้มีปฏิกิริยาเฉพาะที่ในตําแหน่งที่ฉีดได้
  • การใช้สารเสริมให้กระตุ้นภูมิต้านทาน (adjuvant) ที่ดีที่จะทำให้ภูมิต้านทานสูง จะอยู่ในลิขสิทธิ์ของบริษัทยายักษ์ใหญ่

ตัวอย่างวัคซีนโควิด 19 ที่ทำจากโปรตีนส่วนหนึ่งของเชื้อ : เช่น วัคซีนโนวาแวคของสหรัฐอเมริกา, วัคซีนจากบริษัท Anhui Zhifei Longcom Biopharmaceutical ประเทศจีน

วัคซีนโควิด มีกี่ยี่ห้อ ราคาเท่าไร

วัคซีน COVID-19

ภาพจาก oasisamuel / Shutterstock

           องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดให้วัคซีนที่สามารถใช้ได้ ต้องมีประสิทธิภาพเกินเกณฑ์ขั้นต่ำ 50% และต้องไม่มีอาการไม่พึงประสงค์สูง ซึ่งจากข้อมูลในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 มีประเทศต่าง ๆ ทั้งในสหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี รัสเซีย จีน อินเดีย ออสเตรเลีย ฯลฯ ทำการวิจัยและทดลองวัคซีนเป็นจำนวนมากกว่า 100 ตัว โดยวัคซีนตัวเด่น ๆ ที่ผ่านการทดสอบในระยะที่ 3 และเริ่มใช้ในหลายประเทศแล้ว อาทิ

1. วัคซีนโควิด Pfizer

  • ชื่อวัคซีน : BNT162b2 เป็นวัคซีนชนิด mRNA 
  • ผู้พัฒนา : บริษัทไฟเซอร์ (Pfizer) จากสหรัฐอเมริกา และบริษัทไบออนเทค (BioNTech) ของเยอรมนี 
  • ต้องฉีดกี่โดส : 2 เข็ม ระยะห่างกัน 21 วัน
  • ราคาวัคซีนโควิด Pfizer : 19.5 ดอลลาร์สหรัฐ/โดส (ประมาณ 590 บาท/โดส)
  • ประสิทธิภาพ : โดยรวม 95% 
  • อายุของผู้ได้รับวัคซีน : 16 ปีขึ้นไป
  • การเก็บรักษา : ต้องเก็บในอุณหภูมิต่ำกว่า -70ºC ทำให้ยากต่อการขนส่ง
  • ประเทศที่ใช้วัคซีน Pfizer : เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา อังกฤษ นอร์เวย์ เซอร์เบีย สวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย อิสราเอล 

2. วัคซีนโควิด Moderna

  • ชื่อวัคซีน : mRNA-1273 เป็นวัคซีนชนิด mRNA เหมือนของไฟเซอร์
  • ผู้พัฒนา : บริษัทโมเดอร์นา (Moderna) ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • ต้องฉีดกี่โดส : 2 เข็ม ระยะห่างกัน 28 วัน
  • ราคาวัคซีน Moderna : 25-37 ดอลลาร์สหรัฐ/โดส (ประมาณ 757-1,120 บาท/โดส)
  • ประสิทธิภาพ : โดยรวม 94.5%, ป้องกันอาการรุนแรง 100%
  • อายุของผู้ได้รับวัคซีน : 18 ปีขึ้นไป
  • การเก็บรักษา : เก็บในอุณหภูมิต่ำกว่า -20ºC  ซึ่งเป็นอุณหภูมิในช่องแข็งตู้เย็นปกติ แต่ก็สามารถเก็บในอุณหภูมิตู้เย็น 2-8ºC ได้ 30 วัน
  • ประเทศที่ใช้วัคซีน Moderna : เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา กาตาร์ สิงคโปร์ เวียดนาม ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์

3. วัคซีนโควิด AstraZeneca

  • ชื่อวัคซีน : ChAdOx1 nCoV-19 vaccine (AZD1222) เป็นวัคซีนชนิดไวรัสเวกเตอร์ที่แบ่งตัวไม่ได้
  • ผู้พัฒนา : มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด (Oxford University) ร่วมกับบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) 
  • ต้องฉีดกี่โดส : 2 เข็ม ระยะห่างกัน 4-12 สัปดาห์ (แต่มีการศึกษาพบว่า วัคซีนจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อฉีดห่างกัน 8 สัปดาห์ขึ้นไป องค์การอนามัยโลกจึงแนะนำให้ฉีดห่างกัน 8-12 สัปดาห์)
  • ราคาวัคซีน AstraZeneca : 2.16-5.25 ดอลลาร์สหรัฐ/โดส (ประมาณ 66-160 บาท/โดส)
  • ประสิทธิภาพ : โดยรวม 70.4%, ป้องกันอาการรุนแรง 100%
  • อายุของผู้ได้รับวัคซีน : 18 ปีขึ้นไป  
  • การเก็บรักษา : สามารถเก็บไว้ได้ในอุณหภูมิตู้เย็น 2-8ºC 
  • ประเทศที่ใช้วัคซีน AstraZeneca : เช่น สหราชอาณาจักร บราซิล ไทย เวียดนาม ไต้หวัน มาเลเซีย เกาหลีใต้

4. วัคซีนโควิด Sinovac

  • ชื่อวัคซีน : Corona Vac เป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย
  • ผู้พัฒนา : บริษัท ซิโนแวค ไบโอเทค (Sinovac Biotech) ประเทศจีน
  • ต้องฉีดกี่โดส : 2 เข็ม ระยะห่างกัน 2-4 สัปดาห์ 
  • ราคาวัคซีน Sinovac : เนื่องจากเป็นวัคซีนชนิดเชื้อตายที่ผลิตได้ยาก จึงมีราคาค่อนข้างสูง อยู่ที่ประมาณ 200 หยวน/โดส (29.75 USD) หรือประมาณ 940 บาท โดยประเทศไทยสั่งซื้อวัคซีนล็อตแรกจากจีน จำนวน 192,000 โดส คิดเป็นเงินประมาณ 98 ล้านบาท เท่ากับราคาวัคซีนโดสละ 513 บาท โดยประมาณ  
  • ประสิทธิภาพ : ป้องกันการติดเชื้อที่มีอาการ 65.3-91.25% (ผลการทดสอบแตกต่างกันในแต่ละประเทศ), ป้องกันอาการรุนแรง 100%
  • อายุของผู้ได้รับวัคซีน : 18-59 ปี
  • การเก็บรักษา : สามารถเก็บไว้ในอุณหภูมิตู้เย็น 2-8ºC ได้นาน 3 ปี 
  • ประเทศที่ใช้วัคซีน Sinovac : เช่น จีน ตุรกี ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย บราซิล ชิลี

5. วัคซีนโควิด Sinopharm

  • ชื่อวัคซีน : BBIBP-CorV เป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย
  • ผู้พัฒนา : บริษัทซิโนฟาร์ม (Sinopharm) สัญชาติจีน
  • ต้องฉีดกี่โดส : 2 เข็ม ระยะห่างกัน 21 วัน
  • ประสิทธิภาพ : โดยรวม 79-86% (ผลการทดสอบแตกต่างกันในแต่ละประเทศ)
  • อายุของผู้ได้รับวัคซีน : 18 ปีขึ้นไป
  • การเก็บรักษา : สามารถเก็บไว้ได้ในอุณหภูมิตู้เย็น 2-8ºC 
  • ประเทศที่ใช้วัคซีน Sinopharm : เช่น จีน กัมพูชา ลาว โมร็อกโก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน เซเนกัล

6. วัคซีนโควิด CanSino Biologics

  • ชื่อวัคซีน : Ad5-nCoV เป็นวัคซีนชนิดไวรัสเวกเตอร์
  • ผู้พัฒนา : Beijing Institute of Biotechnology ร่วมกับบริษัท CanSino Biologics ประเทศจีน
  • ต้องฉีดกี่โดส : 1 เข็ม
  • ประสิทธิภาพ : ป้องกันการติดเชื้อที่แสดงอาการ 65.7%
  • ประเทศที่ใช้วัคซีน CanSino : เช่น จีน ปากีสถาน เม็กซิโก

7. วัคซีนโควิด Gamaleya (Sputnik V)

  • ชื่อวัคซีน : Gam-COVID-Vac หรือที่รู้จักในชื่อ สปุตนิก 5 (Sputnik V) เป็นวัคซีนชนิดไวรัสเวกเตอร์
  • ผู้พัฒนา : สถาบันวิจัยและพัฒนากามาเลยา ประเทศรัสเซีย
  • ต้องฉีดกี่โดส : 2 เข็ม ระยะห่างกัน 14-21 วัน 
  • ราคาวัคซีน Gamaleya : 10 ดอลลาร์สหรัฐ/โดส (ประมาณ 300 บาท/โดส)
  • ประสิทธิภาพ : โดยรวม 92%, ป้องกันอาการรุนแรง 100%
  • อายุของผู้ได้รับวัคซีน : 18 ปีขึ้นไป
  • การเก็บรักษา : สามารถเก็บไว้ได้ในอุณหภูมิตู้เย็น 2-8ºC  
  • ประเทศที่ใช้วัคซีน สปุตนิก 5 : เช่น รัสเซีย เบลารุส อาร์เจนตินา ซีเรีย อุซเบกิสถาน ฮังการี

8. วัคซีนโควิด Johnson & Johnson

  • ชื่อวัคซีน : Ad26.COV2.S หรือ JNJ-78436735 เป็นวัคซีนชนิดไวรัสเวกเตอร์
  • ผู้พัฒนา : บริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (Johnson & Johnson) ของสหรัฐอเมริกา
  • ต้องฉีดกี่โดส : 1 เข็ม
  • ราคาวัคซีน Johnson & Johnson : 10 ดอลลาร์สหรัฐ/โดส (ประมาณ 300 บาท/โดส)
  • ประสิทธิภาพการป้องกัน : ยังไม่ระบุ แต่สามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ที่พบในแอฟริกาใต้ ในระดับปานกลางถึงรุนแรงได้ถึง 66-72% และป้องกันอาการป่วยหนักได้ถึง 85%
  • อายุของผู้ได้รับวัคซีน : 18 ปีขึ้นไป
  • การเก็บรักษา : สามารถเก็บไว้ได้ในอุณหภูมิตู้เย็น 2-8ºC 
  • ประเทศที่ใช้วัคซีน Johnson & Johnson : เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา บาห์เรน

9. วัคซีนโควิด Bharat Biotech

  • ชื่อวัคซีน : Covaxin (BBV152) เป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย
  • ผู้พัฒนา : Indian Council of Medical Research ร่วมกับภารัต ไบโอเทค (Bharat Biotech) ประเทศอินเดีย
  • ต้องฉีดกี่โดส : 2 เข็ม ระยะห่างกัน 28 วัน 
  • ประสิทธิภาพ : ยังไม่ระบุ เนื่องจากการทดลองระยะที่ 3 ยังไม่สำเร็จ
  • อายุของผู้ได้รับวัคซีน : 18 ปีขึ้นไป
  • การเก็บรักษา : สามารถเก็บไว้ได้ในอุณหภูมิตู้เย็น 2-8ºC 
  • ประเทศที่ใช้วัคซีน Bharat Biotech : เช่น อินเดีย อิหร่าน ซิมบับเว  

10. วัคซีนโควิด Novavax

  • ชื่อวัคซีน : NVX-CoV2373 เป็นวัคซีนที่ทำจากโปรตีนส่วนหนึ่งของเชื้อ
  • ผู้พัฒนา : บริษัท Novavax ประเทศสหรัฐอเมริกา     
  • ต้องฉีดกี่โดส : 2 เข็ม ระยะห่างกัน 21 วัน
  • ราคาวัคซีน : 16-25 ดอลลาร์สหรัฐ/โดส (ประมาณ 485-757 บาท/โดส)
  • ประสิทธิภาพ : โดยรวม 89.3% แต่ยังต้องรอการทดสอบเพิ่มเติม
  • การเก็บรักษา : สามารถเก็บไว้ได้ในอุณหภูมิตู้เย็น 2-8ºC 
  • ประเทศที่สั่งจองวัคซีน Novavax และรอการอนุมัติ : สหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย

ประเทศไทยใช้ยี่ห้อไหน เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียเป็นอย่างไร

วัคซีน COVID-19

          ก่อนจะไปฉีดวัคซีนป้องกัน เราต้องรู้ว่า ประเทศไทยเลือกใช้วัคซีนโควิดยี่ห้อไหน แล้วแต่ละค่ายมีข้อดี ข้อจำกัดอย่างไร ลองมาเปรียบเทียบวัคซีนโควิดที่ใช้ในประเทศไทยกันดูค่ะ

          โดยข้อมูล ณ วันที่ 1 มีนาคม 2564 ประเทศไทยเลือกซื้อวัคซีนจาก 2 บริษัท คือ

1. วัคซีนซิโนแวค จากประเทศจีน

          เป็นวัคซีนที่นำอนุภาคเชื้อไวรัสที่ตายแล้ว (Inactivated vaccine) มาฉีดกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิต่อต้านเชื้อ SARS-CoV-2 จึงค่อนข้างมีความปลอดภัย มีผลข้างเคียงน้อยกว่า เพราะใช้เทคโนโลยีเดิมที่เคยผลิตวัคซีนชนิดอื่น ๆ แต่ก็มีราคาสูงตามไปด้วย ตกอยู่ที่โดสละ 200 หยวน หรือประมาณ 940 บาท

          เพื่อป้องกันโควิด 19 จะต้องฉีดวัคซีนซิโนแวค 2 เข็ม ระยะห่างกัน 2-4 สัปดาห์ โดยมีประสิทธิภาพป้องกันการติดเชื้อที่แสดงอาการตั้งแต่น้อยมาก (ไม่ต้องพบแพทย์) 50.4%, ป้องกันการติดเชื้อที่มีอาการ 65.3-91.2% (แตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ที่ทดสอบ) และป้องกันอาการรุนแรงหรือเสียชีวิต 100%

          การที่ประเทศไทยเลือกวัคซีน Sinovac เป็นเพราะมีรายงานการทดลองทางคลินิกที่ชี้ว่าประสิทธิภาพโดยรวม (การทดลองฉีด ผลข้างเคียง การติดตามอาการไม่พึงประสงค์) ประสบความสำเร็จมากกว่า 90% อีกทั้งสามารถเก็บได้นานถึง 3 ปี ในอุณหภูมิ 2-8ºC ซึ่งเป็นอุณหภูมิของตู้เย็นทั่ว ๆ ไป ซึ่งตรงนี้ส่งผลต่อดีการขนส่งและแจกจ่ายให้กับประชาชนไทยทั่วประเทศมากกว่าวัคซีนอื่น ๆ

          อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ยังแนะนำให้ฉีดวัคซีน Sinovac ในผู้ที่มีอายุ 18-59 ปี เท่านั้น เนื่องจากยังไม่มีผลการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างอายุต่ำกว่า 18 ปี ขณะที่ข้อมูลการฉีดวัคซีนในผู้ที่อายุเกิน 60 ปี ยังมีจำนวนน้อย จึงไม่รู้ว่าประสิทธิผลและความปลอดภัยในกลุ่มนี้เป็นอย่างไร แต่หากในอนาคตมีข้อมูลการฉีดในผู้สูงอายุมากเพียงพอ ก็จะขยับการฉีดวัคซีนให้ผู้สูงอายุต่อไปได้

2. วัคซีน AstraZeneca

          เป็นวัคซีนของมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ร่วมกับบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า ของประเทศอังกฤษ-สวีเดน ผลิตจากเชื้อไวรัสชิมแปนซีอะดีโน มาดัดแปลงพันธุกรรม ทำให้ไม่สามารถแบ่งตัวและก่อให้เกิดโรคในมนุษย์ แต่สามารถทำให้สร้างโปรตีนเหมือนของเชื้อ SARS-CoV-2 ซึ่งจะไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิต่อต้านเชื้อ SARS-CoV-2

          วัคซีนป้องกันโควิดของแอสตร้าเซนเนก้าจะต้องฉีด 2 เข็ม ระยะห่างกัน 4-12 สัปดาห์ แต่องค์การอนามัยโลกแนะนำว่า ผลลัพธ์ดีที่สุดจะอยู่ที่ 8-12 สัปดาห์ ราคาต่อโดสประมาณ 66-160 บาท ซึ่งถูกกว่า Sinovac เพราะเป็นวัคซีนชนิดไวรัสเวกเตอร์ชนิดไม่แบ่งตัวหลังฉีดเป็นพาหะ ซึ่งผลิตได้ง่ายกว่า แต่อาจมีผลข้างเคียง (ที่ไม่รุนแรง) มากกว่า Sinovac

          อย่างไรก็ตาม วัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้ามีข้อได้เปรียบกว่าซิโนแวคตรงที่สามารถฉีดได้ในคนที่อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป และสามารถฉีดในผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไปได้ โดยสามารถป้องกันการติดเชื้อทุกรูปแบบได้ 54.1%, ป้องกันการติดเชื้อที่มีอาการ 70.4% (62.1-90.0%) และป้องกันอาการรุนแรงหรือเสียชีวิต 100%

          สาเหตุที่ประเทศไทยเลือกใช้วัคซีนจาก AstraZeneca เนื่องจากมีการทำสัญญาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตวัคซีนโควิด 19 ของ AstraZeneca ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยไทยจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก AstraZeneca เพื่อผลิตวัคซีน

วัคซีนโควิด 19 ที่ไทยใช้ ปลอดภัยแค่ไหน

          วัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ที่นำมาใช้ในประเทศไทย คือ ซิโนแวค และแอสตร้าเซนเนก้า มีการอนุมัติใช้แล้วในหลายประเทศและได้รับการรับรองจากองค์กรอนามัยโลก อีกทั้งต้องผ่านการขึ้นทะเบียนและได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จึงสามารถนำมาใช้ได้ ดังนั้นถือว่ามีความปลอดภัยมาก โดยเฉพาะวัคซีนชนิดเชื้อตายอย่างซิโนแวค ใช้การผลิตเหมือนกับวัคซีนหลายชนิดที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เช่น วัคซีนพิษสุนัขบ้า ตับอักเสบเอ โปลิโอ จึงมั่นใจในความปลอดภัยได้

          ทั้งนี้ จากข้อมูลการฉีดวัคซีนซิโนแวค และแอสตร้าเซนเนก้า ในประเทศต่าง ๆ ยังไม่ปรากฏผลข้างเคียงรุนแรง มีเพียงอาการปวด บวม คัน แดงบริเวณที่ฉีด ปวดเมื่อย ส่วนอาการอื่น ๆ ที่พบได้บ้าง เช่น อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดหัว หรือมีไข้ ส่วนมากอาการไม่รุนแรงและหายไปได้เองใน 1-2 วัน และอาการข้างเคียงจากการฉีดส่วนใหญ่จะเกิดใน 48 ชั่วโมง โดยเฉพาะใน 24 ชั่วโมงแรกที่เจอมากคือปวดบริเวณที่ฉีด ส่วนปฏิกิริยารุนแรง เช่น แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก หายใจติดขัด หน้ามืด เป็นลม อาการแพ้รุนแรงนั้นสามารถเกิดขึ้นได้แต่น้อยมาก ๆ คือ หนึ่งในล้านโดส

          ขณะที่วัคซีนชนิด mRNA เช่น ของไฟเซอร์ และโมเดอร์นา จะพบการแพ้รุนแรงสูงกว่า เนื่องจากใช้เทคโนโลยีแบบใหม่ในการผลิตวัคซีน และมีการฉีดไปแล้วเป็นจำนวนที่มากกว่า โดยจากการศึกษาในสหรัฐอเมริกา หลังให้วัคซีนไฟเซอร์ และโมเดอร์นา ไปแล้ว 1 เดือน จำนวน 13.7 ล้านโดส พบอาการแพ้แบบรุนแรง 4.5 คน ใน 1 ล้านโดส และยังไม่มีผู้เสียชีวิต ส่วนของซิโนแวค และแอสตร้าเซนเนก้า พบอาการแพ้รุนแรงน้อยกว่าวัคซีนชนิด mRNA ถึง 5 เท่า

ข้อสงสัยเรื่องการฉีดวัคซีน
ได้ผลแค่ไหน ใครฉีดได้-ไม่ได้

วัคซีน COVID-19

ทำไมต้องฉีดวัคซีนโควิด 2 เข็ม

          จากข้อมูลวัคซีนโควิด 19 ที่มีในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะต้องฉีด 2 เข็ม โดยฉีดวัคซีนเข็มแรก เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน ซึ่งภูมินั้นอาจอยู่ในระยะเวลาไม่นาน แต่เมื่อฉีดเข็มที่ 2 จะช่วยกระตุ้นซ้ำ ทำให้ภูมิที่มีอยู่แล้วมีความสามารถรับมือกับไวรัสได้มากขึ้น

          อย่างไรก็ตาม มีวัคซีนของ Johnson & Johnson จากสหรัฐอเมริกา และ CanSino Biologics ของจีน ที่ใช้การฉีดเพียงเข็มเดียว ซึ่งอยู่ระหว่างการสรุปผลประสิทธิภาพว่าจะสามารถป้องกันได้ดีเท่ากับวัคซีนตัวอื่น ๆ ที่ฉีด 2 เข็มหรือไม่

ฉีดวัคซีน 2 เข็ม ด้วยวัคซีนต่างชนิด ต่างยี่ห้อได้หรือไม่

           ถ้าเราฉีดวัคซีนเข็มแรกของบริษัทหนึ่งไปแล้ว พอครบกำหนดต้องฉีดเข็มที่ 2 จะไปฉีดของอีกบริษัทหนึ่ง หรือเป็นวัคซีนคนละชนิดได้หรือไม่นั้น ต้องบอกว่า ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลว่าจะสามารถฉีดวัคซีนเข็ม 1 และเข็ม 2 คนละชนิดได้หรือไม่ ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยและได้ประสิทธิภาพของวัคซีน จึงควรฉีดวัคซีนทั้ง 2 เข็ม เป็นชนิดเดียวกัน บริษัทเดียวกัน แต่ทั้งนี้หากไม่สามารถหาวัคซีนชนิดเดิมสำหรับฉีดเข็มที่ 2 ได้ อาจพิจารณาเปลี่ยนยี่ห้อโดยอยู่ในการพิจารณาของแพทย์

           อย่างไรก็ตาม ศ. นพ.ยง ภู่วรวรรณ ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้ในต่างประเทศกำลังทำการศึกษาว่าถ้าให้ต่างยี่ห้อกันระหว่างเข็ม 1 และเข็ม 2 จะได้ผลอย่างไร คาดว่าอีก 3-4 เดือน น่าจะรู้ผล ซึ่งถ้าผลออกมาสามารถฉีดวัคซีนสลับยี่ห้อกันได้ การบริหารวัคซีนจะง่ายขึ้นและจะเพิ่มการต่อรองของผู้ซื้อได้มากขึ้น เพราะแนวโน้มวัคซีนยี่ห้อต่าง ๆ จะออกมามากขึ้นเรื่อย ๆ  

ฉีดแล้วป้องกันได้เลยไหม ยังติดเชื้อได้อีกหรือเปล่า

          วัคซีนจะมีประสิทธิภาพในการสร้างภูมิต้านทานสูงสุดในร่างกาย หลังจากที่มีการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 เป็นเวลาเฉลี่ย 14-28 วัน อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าเมื่อฉีดวัคซีนแล้วจะไม่มีโอกาสป่วยโควิด 19 เลย เพราะวัคซีนป้องกันไม่ได้ 100% แม้ฉีดวัคซีนแล้วก็ยังสามารถรับเชื้อและแพร่เชื้อได้ แต่ถ้าป่วยโควิด 19 หลังฉีดวัคซีนไปแล้ว จะช่วยลดความรุนแรงของอาการป่วย ป้องกันตัวเองไม่ให้ป่วยหนัก และลดอัตราการเสียชีวิตได้

          ดังนั้น ถึงจะฉีดวัคซีนแล้วก็ยังต้องระวังการติดเชื้อ ด้วยการใส่หน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือ และรักษาระยะห่างเหมือนเดิม เพื่อความปลอดภัยที่สุด

ต้องตรวจวัดภูมิต้านทานก่อนฉีด หรือหลังฉีดวัคซีนหรือไม่

          ไม่จำเป็นต้องตรวจระดับภูมิต้านทานก่อนฉีดวัคซีน เพราะโดยหลักการประเทศไทยมีอุบัติการณ์ของโรคนี้ค่อนข้างต่ำ ยกเว้นจะเป็นการตรวจเพื่อทำการศึกษาวิจัย

ฉีดวัคซีนโควิด 19 จะมีภูมิคุ้มกันนานแค่ไหน ต้องฉีดซ้ำไหม

           ในปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลมากพอที่จะสรุปได้ว่าวัคซีนจะให้ภูมิคุ้มกันในระยะยาวแค่ไหน การจะต้องฉีดซ้ำอีกหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ด้วย เช่น ภูมิคุ้มกันที่เราได้จากการฉีดวัคซีนเพียงพอที่จะป้องกันการติดเชื้อได้ไหม หรือไวรัสมีการกลายพันธุ์มากแค่ไหน ถ้ามีการกลายพันธุ์เหมือนกับไข้หวัดใหญ่ เราก็อาจต้องฉีดซ้ำทุกปี ดังนั้น คงต้องติดตามข้อมูลและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในอนาคตต่อไป

ฉีดพร้อม ๆ กับวัคซีนป้องกันโรคชนิดอื่นได้ไหม

           ไม่ควรฉีดวัคซีนโควิด 19 พร้อมกับวัคซีนประเภทอื่น ๆ เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ เนื่องจากวัคซีนโควิด 19 ยังเป็นวัคซีนใหม่ หากเกิดอาการข้างเคียงขึ้นจะไม่ทราบว่าเกิดจากวัคซีนอะไร จึงควรฉีดห่างกัน 2 สัปดาห์ ยกเว้นในกรณีป้องกันโรครุนแรงถึงชีวิต สามารถฉีดได้เลย เช่น ถูกสุนัขกัด จำเป็นต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า วัคซีนป้องกันบาดทะยัก

เคยติดโควิดมาแล้ว จะฉีดวัคซีนด้วยได้ไหม

           คนที่เป็นโควิด 19 มาแล้ว แม้จะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสโควิด 19 ในร่างกาย แต่ในปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับระยะเวลาของภูมิคุ้มกันในร่างกายที่จะป้องกันการติดเชื้อครั้งต่อไป และยังมีโอกาสติดเชื้อซ้ำได้ จึงสามารถฉีดวัคซีนป้องกันโควิด 19 ได้ หลังหายจากอาการป่วย โดยเว้นระยะห่างจากการติดเชื้อไปอย่างน้อย 3-6 เดือน และไม่จำเป็นต้องตรวจการติดเชื้อก่อนฉีดวัคซีน เพราะแม้จะเคยเป็นมาก่อนก็ไม่ทำให้มีอันตรายจากการฉีดวัคซีน โดยอาจพิจารณาให้ฉีดเพียง 1 เข็ม อย่างไรก็ตาม แพทย์อาจพิจารณาให้ฉีดก็ต่อเมื่อพบว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคสูง

เพิ่งตรวจพบเชื้อโควิด 19 ในช่วง 10 วันที่ผ่านมา ฉีดได้ไหม

           ไม่สามารถฉีดได้ ควรรักษาให้หายก่อน แล้วจึงมารับวัคซีนโควิด 19 หลังจากการติดเชื้ออย่างน้อย 3 เดือน
วัคซีน COVID-19

ภาพจาก Brickinfo Media / Shutterstock

เด็กสามารถฉีดวัคซีนโควิดได้ไหม

           จากสถิติผู้ป่วยทั่วโลกพบว่า เด็กที่ติดเชื้อโควิด 19 มีอาการป่วยไม่รุนแรง ทำให้ปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาเรื่องการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ในเด็ก ดังนั้น บริษัทผู้ผลิตส่วนใหญ่จึงแนะนำให้ฉีดวัคซีนในคนที่อายุ 18 ปีขึ้นไป ยกเว้นวัคซีนของไฟเซอร์ที่แนะนำให้ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 16 ปีขึ้นไป

ผู้สูงอายุควรฉีดวัคซีนโควิดไหม

           ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ควรเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ได้รับวัคซีน เพราะเป็นกลุ่มที่มีอัตราการป่วยหนัก หรือเสียชีวิตมากกว่าช่วงวัยอื่น ทั้งนี้ แม้ว่าลูกหลานในบ้านจะได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว แต่ผู้สูงอายุก็ยังควรฉีดวัคซีนด้วย เพราะลูกหลานที่ฉีดวัคซีนแล้วยังสามารถเป็นพาหะแพร่เชื้อให้ผู้สูงอายุในบ้านได้

คนท้อง หรือแม่ให้นมบุตร ฉีดวัคซีนโควิดได้ไหม

           เนื่องจากวัคซีนโควิด 19 เป็นวัคซีนใหม่ที่ยังไม่เคยศึกษาในคนท้อง และยังไม่มีรายงานด้านความปลอดภัยต่อทารก จึงยังไม่แนะนำให้ฉีดในคนท้อง และแม่ที่กำลังให้นมบุตร เพื่อความปลอดภัยกับแม่และทารกในครรภ์ ยกเว้นกรณีมีความเสี่ยงเป็นบุคลากรด่านหน้า จะต้องให้แพทย์พิจารณาเป็นกรณีไป โดยคำนึงถึงข้อดี-ข้อเสียให้ดีก่อนตัดสินใจฉีดวัคซีน

คนที่มีโรคประจำตัวสามารถฉีดวัคซีนโควิดได้ไหม

          สามารถฉีดได้โดยต้องปรึกษาแพทย์ก่อน และมีคำแนะนำดังนี้ค่ะ

          - ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว : ก่อนได้รับวัคซีนควรแจ้งให้แพทย์ทราบว่ากำลังรับประทานยาตัวไหนอยู่

          - ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต : ไม่ควรหยุดยาเองเพื่อฉีดวัคซีน ยกเว้นกรณีที่แพทย์แนะนำให้หยุดยาชั่วคราว เพื่อให้ผลลัพธ์ของวัคซีนมีความแม่นยำ

          - ผู้ที่เป็นโรคเลือดออกได้ง่าย : ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนเข้ารับการฉีดวัคซีน เพราะอาจต้องใช้เวลากดแผลบริเวณที่ฉีดให้นานขึ้น เช่น จาก 5 นาที เป็น 15 นาที หรือนานกว่านั้น และหากหลังฉีดวัคซีน มีอาการห้อเลือดหรือจ้ำเลือดขึ้น ควรรีบพบแพทย์

          - ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว : ถ้ามีอาการของโรคกำเริบ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการฉีดวัคซีนหรือไม่ก็ตาม ให้รีบมาปรึกษาแพทย์ทันที

เป็นหวัดฉีดวัคซีนโควิด 19 ได้ไหม

          หากเป็นหวัดเล็กน้อยและไม่มีไข้ สามารถฉีดวัคซีนโควิด 19 ได้ โดยอาจปรึกษาแพทย์ก่อนฉีดวัคซีน

ใครยังไม่ควรฉีดวัคซีนโควิด 19

          คนที่ยังไม่ควรฉีดวัคซีนป้องกันโควิด 19 ณ ขณะนี้ ได้แก่

               - คนที่มีประวัติแพ้ส่วนประกอบของวัคซีน ไม่ควรฉีดวัคซีน

               - คนที่ฉีดวัคซีนเข็มแรกแล้วมีอาการแพ้ ไม่ควรฉีดเข็มที่ 2

               - เด็กและผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี เนื่องจากยังไม่มีผลการทดลองที่ยืนยันความปลอดภัย

               - ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี (เฉพาะวัคซีน Sinovac ที่ยังต้องรอผลการศึกษาเพิ่มเติม)

               - สตรีมีครรภ์ สตรีให้นมบุตร เนื่องจากยังไม่มีผลการทดลองที่ยืนยันความปลอดภัย 

               - ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาจตอบสนองไม่ดีต่อวัคซีน จึงต้องชั่งประโยชน์และความเสี่ยงที่อาจเกิดการติดเชื้อ หากพิจารณาแล้วว่าประโยชน์น่าจะมากกว่า ก็สามารถให้วัคซีนได้ โดยวัคซีนชนิดเชื้อตายอาจจะมีความเสี่ยงในเรื่องของผลข้างเคียงน้อยกว่าชนิดเชื้อมีชีวิต

               - ผู้ติดเชื้อ HIV ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประกอบการตัดสินใจ 

               - ผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรังที่ควบคุมไม่ได้ และอาการยังไม่คงที่ ควรอยู่ในดุลพินิจของแพทย์

               - ผู้ที่เจ็บป่วยเฉียบพลัน ควรเลื่อนการรับวัคซีนออกไปก่อน 

               - ผู้ที่นอนรักษาตัวและออกจากโรงพยาบาลไม่เกิน 14 วัน ควรเลื่อนการรับวัคซีนออกไปก่อน

ในประเทศไทย ใครจะได้ฉีดวัคซีนก่อน

          ทุกคนมีสิทธิ์ได้รับวัคซีน แต่ในช่วงที่วัคซีนยังมีจำนวนจำกัด กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จึงได้กำหนดให้วัคซีนในบุคคลกลุ่มเสี่ยงก่อน ได้แก่

          1. บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า ทั้งภาครัฐและเอกชน

          2. ผู้มีโรคประจำตัว คือ

               - โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง

               - โรคหัวใจและหลอดเลือด

               - โรคไตเรื้อรัง ระยะ 5 ขึ้นไป

               - โรคหลอดเลือดสมอง

               - โรคมะเร็งทุกชนิดที่อยู่ระหว่างการรักษาด้วยเคมีบําบัด รังสีบําบัด และภูมิคุ้มกันบําบัด

               - โรคเบาหวาน

               - โรคอ้วน

          3. ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป

          4. บุคลากรด่านหน้าอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโรค คัดกรองผู้ที่เข้ามาจากต่างประเทศและในพื้นที่ระบาด เช่น ตำรวจ ทหาร อสม. คนที่ทำงานในโรงพยาบาล เป็นต้น

การเตรียมตัวและขั้นตอนฉีดวัคซีน
วัคซีน COVID-19

การเตรียมตัวก่อนฉีดวัคซีนโควิด ต้องทำอย่างไรบ้าง

          การเตรียมตัวก่อนฉีดวัคซีนโควิด 19 ก็ไม่ต่างจากการฉีดวัคซีนทั่วไปมากนัก โดยมีคำแนะนำที่ควรปฏิบัติตาม ดังนี้

          1. สังเกตตัวเองก่อนฉีดวัคซีนว่ามีสุขภาพร่างกายปกติหรือไม่ ถ้ายังแข็งแรงดี ไม่มีอาการเจ็บป่วย ก็สามารถฉีดวัคซีนได้ 

          2. หากป่วย หรือมีไข้สูง ควรเลี่ยงการฉีดวัคซีน โดยรอให้อาการบรรเทาลงก่อนอย่างน้อย 2 วัน

          3. ผู้ที่อยู่ระหว่างรักษาอาการป่วยบางอย่าง ควรเลี่ยงการฉีดวัคซีน

          4. คนที่มีโรคประจำตัว แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับการฉีดวัคซีน

          5. ผู้ป่วยที่ต้องรับประทานยาเป็นประจำ ควรแจ้งแพทย์ให้ทราบว่ากำลังรับประทานยาอะไรอยู่บ้าง

          6. ไม่ควรกินยาแก้ไข้ หรือยาแก้ปวดก่อนเข้าฉีดวัคซีน เพราะยาอาจไปกดภาวะการอักเสบ ทำให้การตอบสนองของวัคซีนลดลง

          7. ถ้ามีประวัติแพ้ยา แพ้อาหาร ให้แจ้งแพทย์ทุกครั้ง

          8. หากตั้งครรภ์ หรือสงสัยว่าตั้งครรภ์ ยังไม่ควรฉีดวัคซีน เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยที่เพียงพอ

          9. เตรียมบัตรประชาชนไปด้วย เพราะการฉีดวัคซีนโควิด 19 จะต้องมีการลงทะเบียนด้วยบัตรประชาชน

ขั้นตอนการฉีดวัคซีนโควิดมีอะไรบ้าง

          กระทรวงสาธารณสุขได้จัดระบบการฉีดวัคซีน COVID-19 ไว้  6 ขั้นตอน โดยก่อนเข้ารับบริการจะมีการคัดกรอง วัดไข้ ล้างมือด้วยแอลกอฮอล์เจล และจัดให้เว้นระยะห่างทุกขั้นตอน ดังนี้

          จุดที่ 1 ลงทะเบียนทำบัตร โดยใช้เครื่อง KIOSK ลดการสัมผัส

          จุดที่ 2 ชั่งน้ำหนัก วัดความดันโลหิต

          จุดที่ 3 คัดกรอง ซักประวัติ

          จุดที่ 4 ฉีดวัคซีน

          จุดที่ 5 ยืนยันการฉีดวัคซีนในระบบคอมพิวเตอร์ และโหลดแอปพลิเคชัน “หมอพร้อม” จากนั้นให้พักรอสังเกตอาการจนครบ 30 นาที

          จุดที่ 6 เมื่อนั่งพักครบ 30 นาทีแล้ว จะไปยังจุดตรวจสอบก่อนกลับ โดยพยาบาลจะสอบถามอาการ ให้คำแนะนำ พร้อมกับตรวจสอบวัน-เวลานัดหมายการฉีดวัคซีนครั้งต่อไป และรับเอกสารคำแนะนำต่าง ๆ

          ทั้งนี้ เมื่อได้รับการฉีดวัคซีน COVID-19 ครบ 2 เข็ม จะได้รับใบยืนยันการฉีดวัคซีนโควิด 19 ทาง แอปพลิเคชัน "หมอพร้อม"  

เปิด 6 ขั้นตอนฉีดวัคซีนโควิด 19 ต้องทำอย่างไร ห้ามลืมพกอะไรไปด้วย ที่นี่มีคำตอบ !

อาการหลังฉีดวัคซีนโควิดเป็นอย่างไร มีผลข้างเคียงมาก-น้อยแค่ไหน

          อาการหลังฉีดวัคซีนโควิด 19 ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลเลย บางคนไม่มีอาการใด ๆ แต่ในบางคนอาจมีปฏิกิริยาเฉพาะที่เหมือนกับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคอื่น ๆ เช่น ปวดบริเวณที่ฉีด มีไข้ต่ำ ๆ ปวดเมื่อยตัว ปวดหัว อ่อนเพลีย ส่วนคนที่มีอาการแพ้วัคซีนรุนแรงนั้นมีจำนวนไม่มากนัก แต่ถึงอย่างนั้น หลังฉีดวัคซีนเสร็จเราจะต้องรอสังเกตอาการในสถานพยาบาลอย่างน้อย 30 นาทีค่ะ เพราะวัคซีนโควิด 19 เป็นวัคซีนใหม่ที่ยังไม่มีข้อมูลการติดตามผลในระยะยาว หากเกิดผลข้างเคียงรุนแรงเฉียบพลัน จะมีเจ้าหน้าที่แพทย์ให้การช่วยเหลือได้ทัน

          สำหรับการวัคซีน Sinovac มีข้อมูลว่า ประมาณ 35% พบอาการข้างเคียงที่ไม่รุนแรง โดยเกิดอาการหลังจากฉีดเข็มแรกมากกว่าเข็มที่ 2 ขณะที่ผู้ฉีดวัคซีน AstraZeneca จะพบอาการข้างเคียงสูงกว่า Sinovac คือประมาณ 88% แต่ส่วนใหญ่เป็นอาการทั่วไปที่ไม่รุนแรง และเกิดอาการหลังจากฉีดเข็มแรกมากกว่าเข็มที่ 2 เหมือนกับวัคซีน Sinovac

คําแนะนําหลังฉีดวัคซีนโควิด ต้องดูแลตัวเองอย่างไร

          หลังจากฉีดวัคซีนเสร็จและนั่งพักรอดูอาการที่สถานพยาบาลครบ 30 นาทีแล้ว ก็สามารถกลับบ้านได้ และควรดูแลตัวเองตามนี้

          1. สังเกตอาการต่อที่บ้าน เพราะในบางคนอาจมีอาการไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นในช่วง 24 ชั่วโมงแรกหลังฉีดวัคซีน เช่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีด อ่อนเพลีย มีไข้ ปวดหั แต่อาการจะดีขึ้นและหายไปได้เองภายใน 2-3 วัน

          2. ถ้ามีไข้สูงมาก เกิน 38ºC ปวดเมื่อยมาก อ่อนเพลียมาก ให้รับประทานยาพาราเซตามอล 1 เม็ด แต่หลีกเลี่ยงยาแก้ปวดชนิดแรง เช่น แอสไพริน ซึ่งอาจไปกดระบบตอบสนองของร่างกาย ทำให้วัคซีนตอบสนองได้ช้าลง

          3. เมื่อออกจากบ้านยังต้องสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ และเว้นระยะห่างเหมือนเดิม เพราะร่างกายยังไม่ได้สร้างภูมิคุ้มกัน อีกทั้งวัคซีนไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ 100% จึงยังมีโอกาสติดเชื้อทั้งที่มีหรือไม่มีอาการ และแพร่เชื้อได้

          4. หากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น เช่น มีผื่นทั้งตัว หน้าบวม คอบวม แน่นหน้าอก หายใจลำบาก ใจสั่น วิงเวียนหรืออ่อนแรง หรือมีอาการแขนขาอ่อนแรง ชีพจรเต้นเร็ว ความดันโลหิตต่ำ ควรรีบไปโรงพยาบาล หรือโทร. 1669 เพื่อรับบริการทางการแพทย์ฉุกเฉิน แต่ถ้าไม่แน่ใจว่าอาการไหนคือสัญญาณของการแพ้วัคซีน ลองอ่านบทความนี้ดูค่ะ

อาการแพ้วัคซีน เป็นยังไง สัญญาณไหนต้องเอะใจ รีบไปหาหมอ

          5. หลังจากรับการฉีดวัคซีนแล้ว 3 วัน โอกาสแพ้และผลข้างเคียงจากวัคซีนจะพบน้อยมาก หรือน้อยกว่า 1 ในล้าน ซึ่งควรสังเกตอาการต่อไปเรื่อย ๆ จนครบ 60 วัน เพราะการศึกษาพบว่า หลังจากฉีดวัคซีนไปแล้ว 60 วัน จะมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงน้อยมาก

          6. ถ้ามีอาการข้างเคียง ควรปรึกษาแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขก่อนฉีดวัคซีนครั้งต่อไป

          7. ควรฉีดวัคซีนให้ครบตามกำหนด และเก็บบันทึกการรับวัคซีนไว้เพื่อเป็นหลักฐาน

ฉีดวัคซีน COVID-19 แล้วบริจาคเลือดได้ไหม

            ศ. นพ.ยง ภู่วรวรรณ ให้ข้อมูลว่า ทั้งวัคซีนของ AstraZeneca และ Sinovac เป็นวัคซีนที่ใช้เชื้อตาย ซึ่งไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้แล้ว เมื่อฉีดแล้วก็สามารถบริจาคโลหิตได้เลย ต่างจากคนที่ฉีดวัคซีนชนิดเชื้อเป็น เช่น หัด หัดเยอรมัน คางทูม สุกใส จะต้องรอ 2 สัปดาห์ก่อนค่อยไปบริจาคโลหิต
          ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงหากมีผลการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคต ดังนั้น แนะนำให้ติดตามข่าวสารและคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอยู่เสมอนะคะ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
อ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ..คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ เขียนเลย
สรุปเรื่องต้องรู้ก่อนฉีดวัคซีนโควิด 19 ฉีดแล้วยังติดเชื้อได้ไหม พร้อมเปรียบเทียบแต่ละยี่ห้อ โพสต์เมื่อ 2 มีนาคม 2564 เวลา 17:34:45 29,452 อ่าน
TOP