x close

ยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) ต้านไวรัส รักษาโควิด 19 รู้จักสักนิด ทำไมถึงไม่ใช้กับผู้ป่วยทุกคน

          ฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) เป็นยารักษาโควิด 19 ในปัจจุบัน แล้วจริง ๆ คือยาอะไรกันแน่ พร้อมตอบข้อสงสัยทำไมใช้กับบางเคสเท่านั้น ไม่ได้ให้ผู้ป่วยโควิดทุกคน

          ยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) ถูกพูดถึงบ่อยครั้งในช่วงที่โควิด 19 แพร่ระบาด เนื่องจากเป็นหนึ่งในยาสำคัญที่ใช้รักษาโควิดในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม มีเพียงผู้ป่วยบางกลุ่มเท่านั้นที่จะได้รับยาตัวนี้ ทำให้หลายคนสงสัยว่า ทำไมจึงไม่ใช้ยาฟาวิพิราเวียร์กับผู้ป่วยทุกคน เชื้อจะได้ไม่ลุกลามจนเป็นปอดอักเสบรุนแรง หรือเป็นเพราะมีผลข้างเคียงอย่างไร และยาตัวนี้จำเป็นกับการรักษาโควิดแค่ไหน ตามมาหาคำตอบกัน
ยาฟาวิพิราเวียร์

ยาฟาวิพิราเวียร์ คือยาอะไร

          ยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) คือ ยาต้านไวรัสที่ค้นพบโดยบริษัทโตยามะเคมิคอล (Toyama Chemical Co., Ltd) ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้รับอนุมัติให้ใช้ในประเทศญี่ปุ่นมาตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ. 2557 โดยยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) มีชื่ออื่นว่า T-705 และมีชื่อทางการค้าอีกชื่อว่า Avigan  

          เดิมทียาฟาวิพิราเวียร์ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่ใช้ยาอื่นไม่ได้ผล และยังมีการใช้ยาตัวนี้ต้านไวรัสอีโบลาเมื่อครั้งที่เกิดการระบาดหนักในแถบแอฟริกาตะวันตก ช่วงปี พ.ศ. 2557-2559 เนื่องจากยาฟาวิพิราเวียร์มีฤทธิ์ต้านไวรัสในกลุ่มอาร์เอ็นเอไวรัส (RNA virus) ได้หลากหลายชนิด เช่น ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza virus), ไวรัสโรคปากและเท้าเปื่อย (Foot-and-mouth disease virus) หรือไวรัสไข้เหลือง (Yellow fever virus) รวมไปถึงโคโรนาไวรัสที่ก่อโรคโควิด 19 ด้วย

ยาฟาวิพิราเวียร์ กับบทบาทในการรักษาโควิด 19
          ด้วยประสิทธิภาพของยาฟาวิพิราเวียร์ที่ต้านไวรัสในกลุ่มอาร์เอ็นเอไวรัส (RNA Virus) ได้หลากหลายชนิด ทางเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน และประเทศญี่ปุ่น จึงทดลองใช้ยาฟาวิพิราเวียร์รักษาโรคปอดอักเสบจากไวรัสโควิด 19 และพบว่าได้ผลดี สามารถลดความเสี่ยงต่อการลุกลามของโรคได้ ยาชนิดนี้จึงเป็นที่สนใจและถูกใช้รักษาผู้ป่วยโควิด 19 ในหลาย ๆ ประเทศ รวมถึงในบ้านเราที่อนุมัติให้ใช้เป็นกรณีพิเศษ ซึ่งในการระบาดระลอกแรกจะใช้ยาตัวนี้รักษาเฉพาะผู้ป่วยปอดอักเสบรุนแรง เนื่องจากยามีจำกัด แต่เมื่อมีการระบาดในรอบหลัง ๆ และพบว่าเชื้อลงปอดเร็วขึ้น จึงปรับแผนการรักษาใหม่ โดยให้ยาเร็วขึ้นในผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์การรับยาฟาวิพิราเวียร์ คือให้ใช้ยานี้ได้ตั้งแต่คนที่ปอดอักเสบขั้นต้น และผู้ป่วยที่อาจเกิดปอดอักเสบรุนแรง
ยาฟาวิพิราเวียร์ ใช้กับผู้ป่วยกลุ่มไหนบ้าง
ยาฟาวิพิราเวียร์

          การใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ จะพิจารณาจากเกณฑ์ผู้ป่วยโควิด 19 ดังต่อไปนี้

1. ผู้ติดเชื้อยืนยันที่ไม่มีอาการและไม่มีโรคร่วม

          ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะไม่ได้รับยาฟาวิพิราเวียร์ และไม่มีวิธีการรักษาเฉพาะ แต่จะให้ยาตามอาการซึ่งสามารถรักษาให้หายเป็นปกติได้

2. ผู้ติดเชื้อยืนยัน มีอาการเล็กน้อย ไม่มีปอดอักเสบ หรือไม่มีอาการแต่มีโรคร่วม/มีปัจจัยเสี่ยง

          หลัก ๆ จะเป็นการรักษาตามอาการ แต่สามารถให้ยาฟาวิพิราเวียร์ได้ตามดุลยพินิจของแพทย์

3. ผู้ติดเชื้อยืนยันที่ไม่มีอาการ หรือมีอาการเล็กน้อย แต่มีปัจจัยเสี่ยง หรือเป็นผู้ป่วยที่ปอดอักเสบเล็กน้อย

          กลุ่มนี้จะได้รับยาฟาวิพิราเวียร์โดยเร็ว อย่างน้อย 5 วัน หรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับอาการทางคลินิก แต่กรณีผู้ป่วยมีอาการหนักและภาพถ่ายรังสีปอดแย่ลง หรือค่าออกซิเจนในเลือดลดลง อาจพิจารณาให้ยาสเตียรอยด์ควบคู่กับยาฟาวิพิราเวียร์ ซึ่งจะช่วยลดอาการรุนแรงที่ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจได้

4. ผู้ติดเชื้อยืนยันที่มีอาการปอดอักเสบรุนแรง หรือมีความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือดลดลง

          จะมีการให้ยาฟาวิพิราเวียร์ 5-10 วัน ร่วมกับสเตียรอยด์ และโลพินาเวียร์ หรือริโทนาเวียร์ ควบคู่กันไป

          ทั้งนี้หากตั้งครรภ์จะไม่ได้รับการรักษาด้วยยาฟาวิพิราเวียร์ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยกลุ่มไหนก็ตาม เนื่องจากมีผลวิจัยว่าการใช้ยาชนิดนี้อาจกระทบต่อทารกในครรภ์ ยกเว้นหญิงตั้งครรภ์ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ขึ้นไป ที่แพทย์พิจารณาแล้วว่าจะได้ประโยชน์จากการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์มากกว่าความเสี่ยง จึงอาจพิจารณาให้ใช้ยานี้ โดยตัดสินใจร่วมกับผู้ป่วยและญาติ

หมายเหตุ : ภาวะโรคร่วม หรือปัจจัยเสี่ยง ได้แก่กลุ่มต่อไปนี้
          - อายุมากกว่า 60 ปี
          - เป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง รวมทั้งโรคปอดเรื้อรังอื่น ๆ
          - โรคไตเรื้อรัง
          - โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งโรคหัวใจแต่กำเนิด
          - โรคหลอดเลือดสมอง
          - เบาหวานที่ควบคุมไม่ได้
          - ภาวะอ้วน (น้ำหนักมากกว่า 90 กก.)
          - ตับแข็ง
          - ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ และเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ น้อยกว่า 1,000 เซลล์/ลบ.มม.
          - ผู้ป่วยที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยง แต่มีแนวโน้มที่จะมีความรุนแรงของโรคมากขึ้น
          - ภาวะอื่น ๆ ที่แพทย์พิจารณาว่าเป็นปัจจัยเสี่ยง
ยาฟาวิพิราเวียร์ กินกี่เม็ด ใช้รักษาผู้ป่วยโควิดยังไง
          กรมการแพทย์ระบุข้อมูลการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์รักษาผู้ป่วยโควิด 19  โดยผู้ป่วยแต่ละคนที่เข้าเกณฑ์การใช้ยาจะต้องได้รับยาฟาวิพิราเวียร์ตามข้อกำหนด ดังนี้

* ผู้ป่วยผู้ใหญ่

          - วันแรกกินขนาด 200 มิลลิกรัม จำนวน 9 เม็ด 2 เวลา
          - วันต่อมาจะลดเหลือ ขนาด 200 มิลลิกรัม จำนวน 4 เม็ด 2 เวลา

          โดยต้องกินต่อเนื่องนาน 5 วัน เท่ากับจะได้รับยารวม 50 เม็ดต่อคน แต่แพทย์อาจพิจารณาให้กินยานานกว่า 5 วัน ขึ้นอยู่กับอาการทางคลินิก

* ผู้ป่วยที่มีน้ำหนักตัวมากกว่า 90 กิโลกรัม

          - วันแรกกินขนาด 200 มิลลิกรัม จำนวน 12 เม็ด 2 เวลา
          - วันต่อมาจะลดเหลือ ขนาด 200 มิลลิกรัม จำนวน 5 เม็ด 2 เวลา

          โดยต้องกินต่อเนื่องนาน 5 วัน หรือมากกว่านั้นตามอาการทางคลินิกและดุลยพินิจของแพทย์

* ผู้ป่วยเด็ก

          ในวันแรกจะได้ยาฟาวิพิราเวียร์ 60 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน วันละ 2 ครั้ง วันต่อมาจะลดเหลือ 20 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน วันละ 2 ครั้ง กินต่อเนื่อง 5 วัน หรือมากกว่านั้น

          อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยเด็กเล็กที่มีอาการหายใจเร็วกว่าอัตราการหายใจตามกำหนดอายุ แพทย์จะให้ยาฟาวิพิราเวียร์เป็นเวลา 5-10 วัน โดยอาจให้ยาโลพินาเวียร์ หรือริโทนาเวียร์ ควบคู่ไปด้วย

ยาฟาวิพิราเวียร์ ทำไมไม่ให้ผู้ป่วยโควิดทุกคน
ยาฟาวิพิราเวียร์

          เหตุผลที่ไม่สามารถให้ยาฟาวิพิราเวียร์กับผู้ป่วยทุกคนได้ เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลสนับสนุนทางวิชาการเพียงพอว่าการให้ยาเร็วตั้งแต่ยังไม่มีอาการจะมีประโยชน์อย่างไร เพราะผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะหายจากโรคได้เองโดยไม่ต้องให้ยาต้านไวรัส แต่การให้ยาในวงกว้างอาจเกิดผลข้างเคียงกับผู้ป่วย เช่น มีอาการตับอักเสบ หรือเกิดเชื้อดื้อยาได้ในภายหลัง

          ดังนั้น ผู้ที่จะได้รับยาฟาวิพิราเวียร์ต้องเข้าเกณฑ์การประเมินของแพทย์ คือ มีปริมาณไวรัสในร่างกายมากกว่าผู้อื่นและเสี่ยงต่อการลุกลามของโรค รวมทั้งคนที่มีความเสี่ยงว่าจะมีโรครุนแรงหรือเป็นปอดอักเสบ แต่อาจพิจารณาให้ยาได้ในกรณีผู้ป่วยไม่มีอาการแต่มีโรคร่วม และ/หรือปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ

ยาฟาวิพิราเวียร์ ผลข้างเคียงคืออะไร

          การใช้ยาฟาวิพิราเวียร์เกินความจำเป็นอาจส่งผลข้างเคียง เช่น เสี่ยงตับอักเสบ และหากใช้ในวงกว้าง แม้แต่คนที่ไม่มีข้อบ่งชี้ในการใช้ยาต้านไวรัส อาจทำให้เกิดภาวะเชื้อดื้อยา ทำให้ยามีประสิทธิภาพลดลงได้ นอกจากนี้การใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ในหญิงตั้งครรภ์จะมีโอกาสเกิดผลกระทบต่อเด็กในครรภ์ จึงต้องพิจารณาในการใช้

          อย่างไรก็ตาม ยังอาจพบอาการตาเปลี่ยนสีเป็นสีม่วงหรือน้ำเงิน และพบเคสที่ตาเรืองแสงได้ในผู้ป่วยบางรายที่ใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ด้วย โดยรายงานทางการแพทย์ของต่างประเทศอธิบายว่า ยาฟาวิพิราเวียร์มีคุณสมบัติเรืองแสง และการสะสมของตัวยาในร่างกายผู้ป่วยโควิดอาจมีผลให้กระจกตา เล็บ และผิวหนัง เปลี่ยนสีและเรืองแสงได้ แต่ไม่ทำให้อวัยวะดังกล่าวทำงานผิดปกติไป ไม่มีผลกระทบกับการมองเห็นใด ๆ ไม่เป็นอันตราย และสีตาที่เปลี่ยนไปจะสามารถหายได้เองเมื่อหยุดยาฟาวิพิราเวียร์ประมาณ 14 วัน ส่วนเล็บหรือผิวหนังที่เปลี่ยนสีไปอาจต้องใช้เวลาสักระยะ แต่ในที่สุดก็จะหายเป็นปกติดี 

          ทั้งนี้อาการตา เล็บ ผิวหนังเปลี่ยนสียังเป็นผลข้างเคียงที่พบได้ในผู้ป่วยบางรายเท่านั้น และเป็นผลข้างเคียงใหม่ที่ทางการแพทย์เพิ่งพบได้ไม่นาน ดังนั้นจำเป็นต้องมีการศึกษากันต่อไป

 

ยาฟาวิพิราเวียร์ ซื้อจากไหน
ประเทศไทยมีเพียงพอหรือไม่

          ในการระบาดระลอก 3 เมื่อเดือนเมษายน 2564 ที่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บางจังหวัดเกิดปัญหาขาดแคลนยาอยู่ช่วงหนึ่ง เพราะผู้ป่วย 1 คน ต้องใช้ยาอย่างน้อย 50 เม็ด รวม ๆ แล้วในแต่ละวัน ทั้งประเทศจะต้องใช้ยาประมาณ 40,000-50,000 เม็ด จึงต้องเร่งสั่งยาจากประเทศญี่ปุ่น และประเทศจีน เพื่อให้มีเพียงพอต่อการรักษาผู้ป่วยโควิดที่ตัวเลขเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ

          และก็เป็นข่าวดีเพราะเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้มีคำสั่งปฏิเสธคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตรฟาวิพิราเวียร์ของบริษัทญี่ปุ่น ดังนั้น หลังจากนี้องค์การเภสัชกรรมจะสามารถผลิตยาชนิดนี้ได้เอง โดยจะยื่นข้อมูลขึ้นทะเบียนให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในเดือนกรกฎาคม 2564 และคาดว่าจะผลิตได้ไม่น้อยกว่าเดือนละ 1 ล้านเม็ด ซึ่งเพียงพอต่อการใช้รักษาผู้ป่วย

          ย้ำกันอีกทีว่า การรักษาโควิด 19 จริง ๆ แล้วในผู้ป่วยสีเขียวที่ไม่แสดงอาการ และไม่มีปัจจัยเสี่ยงอาการรุนแรง สามารถรักษาตามอาการโดยไม่ต้องใช้ยาต้านไวรัสฟาวิพิราเวียร์ก็หายได้ แต่เคสหนักก็จำเป็นต้องใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ เพื่อลดความรุนแรงของโรค ซึ่งอีกไม่นาน ไทยก็ผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ได้เองแล้วนะคะ จากที่ต้องนำเข้าราคาแพง เม็ดละราว ๆ 120 บาท (ขึ้นอยู่กับค่าเงิน) แต่หลังจากนี้เราจะมียาฟาวิพิราเวียร์ที่ราคาถูกลง เหลือเม็ดละ 30-40 บาทเท่านั้น  
บทความที่เกี่ยวกับโควิด 19
*หมายเหตุ : อัปเดตข้อมูลล่าสุดวันที่ 25 พฤษภาคม 2564
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
อ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ..คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ เขียนเลย
ยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) ต้านไวรัส รักษาโควิด 19 รู้จักสักนิด ทำไมถึงไม่ใช้กับผู้ป่วยทุกคน โพสต์เมื่อ 12 พฤษภาคม 2564 เวลา 16:25:42 18,355 อ่าน
TOP